Review Lenovo ThinkPad 8 Tablet ที่มีระบบปฏิบัติการ windows พกพาง่าย เหมือน Notebook เคลื่อนที่

 

   Lenovo ถ้าพูดถึงแบรนด์นี้ก็คงจะนึกถึงในเรื่องของกลุ่มสินค้าไอทีประเภท Notebook เป้นหลัก ที่ถึงแม้ว่าต้นกำเนิดของแบรนด์นี้จริงๆ ก็เป็นแบรนด์จากเมืองจีน แต่ก็ทำให้ผู้คนในบ้านเรารวมไปถึงผู้คนทั่วโลก ต่างก็ยอมรับในสินค้าที่อาจจะไม่ได้มองว่าเป็นสินค้ามาจากจีนเท่าไหร่นัก ซึ่งพูดตามหลักแล้วคนไทยเองก็ยังคงมีความเชื่ออยู่ว่า สินค้าที่มาจากจีนโดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าเนี่ย เดี่ยวนี้ก็ยังคงเชื่ออยู่ว่ามันไม่น่าจะมีคุณภาพดีสักเท่าไหร่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เห็นตัวสินค้าหรือดูรายละเอียดลงลึกๆ เรียกว่าเป็นภาพลักษณ์ที่กลายเป็นกระแสกันไป แต่เดี่ยวนี้อะไรๆ ก้มาจากจีนทั้งนั้นเลย ดูท่าทางแล้วจีนก็คงกลายเป็นโรงงานใหญ่ของโลกกันไปแล้ว เพราะฉะนั้น Lenovo เองก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำให้ผู้คนยอมรับได้ แล้วในครั้งนี้เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็มี gadget สินค้าอินเทรนด์ อีกหนึ่งรุ่นจาก Lenovo มารีวิวให้ทุกท่านได้ติดตามกันด้วย

   นี่คือตัวที่เราจะทำการรีวิวกันในครั้งนี้เลย Lenovo ThinkPad 8 ก็เปิดตัวกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้วนะครับ แล้วล่าสุดนี้มี Lenovo ThinkPad 13 ก็เปิดตัวออกมาแล้วด้วย ก็คาดว่าเร็วๆ นี้น่าจะได้นำมารีวิวกันให้เพื่อนๆ ได้ติดตาม เป็นแท็ปเล็ดที่มีความบาง เบา พกพาง่าย จุดเด่นน่าจะอยู่ที่เรื่องของระบบปฏิบัติการหรือว่า OS ด้านในตัวเครื่อง ก็จะใช้ระบบปฏิบัติการ windows ก็จะสามารถอัพเดทได้เป็น windows 10 แล้วด้วย ใครที่ซื้อมาแล้วและยังไม่ได้อัพเดทก็จัดการอัพให้เรียบร้อยด้วยนะครับ เพราะว่าเวอร์ชั่นนี้ก็ค่อนข้างที่จะเสถียรและใช้งานได้ดี แถมยังจะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน แบตเตอร์รี่ก็สามารถใช้งานได้นานขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าจุดเด่นที่ตามมาของแท้ปเล็ดเครื่องนี้ก็คือ มันก็จะกลายเป็นแท็ปเล็ดที่มีหน้าจอเล็กๆ พกพาง่าย ใช้งานได้สะดวกในแบบฉบับของคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องพกโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่ๆ ออกไปทำงานข้างนอกสถานที่ก็ได้ เพราะแท็ปเล็ดตัวนี้สามารถรองรับไฟล์ทุกอย่างที่ใช้งานบนคอมพิวเตอร์ก็สามารถเปิดได้หมดเลย

   มาดูในส่วนของสเปคคร่าวๆ ของตัวเครื่องกันบ้าง มาพร้อมกับชิปประมวลผลที่เป็นตัว intel ATOM Z3770 แบบ 4 แกนสมอง วิ่งด้วยความเร็ว 1.3 GHz จุดเด่นของ CPU เวอร์ชั่นนี้อยู่ที่การประหยัดพลังงานนั้นเอง ให้ RAM 3 GB และมีหน่วยความจำในตัวเครื่องอยู่ที่ 64 GB นอกจากนั้นยังสามารถรองรับการใส่ซิมการ์ดเพื่อที่จะใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบ 3G ได้อีกด้วย ในส่วนของพอร์ดการเชื่อมต่อนั้นก็ไม่ต้องห่วงว่าถ้าเราใช้งานแท็ปเล็ดแบบนี้ จะเหมือนกับตอนที่เรานั้นใช้งานคอมพิวเตอร์หรือไม่ จะถอดเข้าถอดออก เสียบ flash drive โยกย้ายข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายๆ หรือไม่ คำตอบก็คือได้ โดยจะมีพอร์ด micro USB มาให้ แล้วก้มีหัวแปลงจากพอร์ดเล็กให้สามารถเสียบเป็นพอร์ด USB ก็ได้ด้วย นอกจากนั้นยังสามารถเสียบเมาส์ เสียบแป้นคีย์บอร์ดเพิ่มเพื่อใช้งานได้รวดเร็วขึ้นก็ได้เช่นกัน ในส่วนของหน้าจอนั้นเลือกใช้หน้าจอแบบ LED multi-touch screen ขนาดของหน้าจออยู่ที่ 8.3 นิ้ว ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ 1920*1200 พิกเซล กล้องหลังมีความละเอียดแบบเบาๆ สามารถใช้งานได้ถ่ายรูปได้ ให้มาที่ 8 ล่านพิกเซล กล้องด้านหน้าก็มีมาให้เช่นกันแต่ไม่ได้มากมายนัก เอาไว้พอที่จะวีดีโอคอลได้อย่างสะดวก ให้มาที่ 2.2 ล้านพิกเซลเท่านั้นเอง เมื่อเปิดในตัวเครื่องขึ้นมาจะเห็นว่ายังคงเป็นระบบปฏิบัติการแบบ windows 8.1 อยู่ แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าสามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการได้เลย

   การใช้งานก็มีทั้งตัว Microsoft office 2013 ของแท้มาให้ได้ใช้งานในด้านของงาน document ต่างๆ ได้อย่างสบายๆ แต่มันก็ต้องแรกมากับความที่หน้าจออาจจะเล็กไปสักนิดหนึ่ง ถ้าให้มองว่าการใช้งานประจำๆ เลยนั้นก็คงจะไม่สะดวกเท่ากับใช้เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค ก็จะดีกว่าใช้เครื่องเล็กๆ แบบนี้ พูดง่ายๆ ก็คือเอาไว้ใช้งานนอกสถานที่ที่ไม่จำเป็นต้องพกเครื่องใหญ่ๆ ไปก็ได้ หรือ ใครที่ชอบทำงานบนเครื่องบิน ตัวนี้ค่อนข้างที่จะสะดวกเลยทีเดียว งานประกอบทางด้านของตัวเครื่องนั้นก็ดีไซน์ออกมาดีครับ ไม่ดูเหมือนกับแท็ปเล็ดทั่วไปที่บอดี้เป็นพลาสติกดูไม่ค่อยน่าใช้เท่าไหร่ แต่ตัว Lenovo thinkpad 8 ตัวนี้บอดี้ส่วนใหญ่เป็นอะลูมีเนียม แล้วก็จะมีการออกแบบเป็นยูนิ บอดี้ด้วย คือเป็นบอดี้ชิ้นเดียวกันทั้งเครื่อง ตัวเครื่องก็บางเพียง 8.8 มม. หนัก 430 กรัมเท่านั้นเอง ถือว่าพกพาง่าย

   ในส่วนของราคาค่าตัว Lenovo Thinkpad 8 อีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้ก็มีราคาประมาณ 1 หมื่นกลางๆ เท่านั้นในตอนนี้ ใครที่ต้องทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ ก็ลองไปหาซื้อมาใช้งานกันดูได้เลยนะครับ ถือว่าใช้งานพื้นฐานได้ดีเลยทีเดียว

 

Review Beats Solo 2 Wireless รุ่นใหม่ล่าสุดภายใต้การจัดนำหน่ายของ Apple หูฟังไร้สายน้ำหนักเบาแต่ทรงพลัง

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่นำมารีวิวกันใน 108plaza ของเราในครั้งนี้เป็นหูฟังบลูทูธที่หลายคนก็คงจะคุ้นชื่อ คุ้นหู แล้วก็เคยได้ใช้งานในรุ่นที่ผ่านๆ มาแล้วบ้าง โดยเมื่อก่อนนี้แบรนด์ Beats เองก็จะมีต่อท้ายด้วย By Dr. Dre แต่เดี่ยวนี้ทาง apple เองน่าจะเลงเห็นแล้วว่าในอนาคตนั้น iphone 7 และรุ่นในอนาคตต่อๆ ไปเนี่ย จะตัดตัวที่เสียบสายหูฟัง 3.5 ออกไปในไอโฟน ก็คิดว่าน่าจะหาบริษัทที่ทำหูฟังบลูทูธมาร่วมกิจการด้วย อะไรแบบนั้นนะครับ นั้นเป็นเรื่องของธุรกิจ แต่ในครั้งนี้จะมารีวิวตัวหูฟังแบบ on-ear ตัวนี้เลย แบบเพียวๆ มารีวิวดูสิว่าคุณภาพเสียงจะเป็นอย่างไร รายละเอียดเกี่ยวกับสเปคจะเป็นแบบไหน มาติดตามกันเลยครับ

   แน่นอนว่าสเปคอย่างแรกถึงจะใช้ชื่อรุ่นว่า Beats solo 2 wireless ก็ตาม แต่ฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อจริงๆ ยังใช้สัญญาณแบบบลูทูธนั้นเอง สามารถเชื่อมต่อได้ไกลอย่างน้อย 30 เมตร มีขนาดความสูงของหูฟังอยู่ที่ 198 มม. น้ำหนัก 215 กรัม ตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มานั้นสามารถใช้งานได้นานประมาณ 12 ชั่วโมง สามารถใช้เป็น hands-free เพื่อใช้คุยโทรศัพท์ได้ด้วย เมื่อแก่ะกล่องออกมาจะเห็นว่ามีอุปกรณ์เสริมมาให้ครบเลย เริ่มจากซองผ้าที่เอาไว้ใส่หูฟังเวลาพกใส่กระเป๋า เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน สายที่ให้มานั้นก้จะมี 2 สาย เป็นสาย micro USB ที่เอาไว้ชาร์จแบตเตอร์รี่ การชาร์จแบตจาก 0 จนเต็มก็จะประมาณ 1 ชั่วโมงเครึ่งก็จะเต็ม แล้วก็มีสายแบบ 3.5 มม. มาให้ด้วย ในกรณีที่แบตเตอร์รี่หมด เราสามารถใช้สายเสียบเพื่อฟังเพลงได้เช่นกัน ก็ต้องแนะนำเพิ่มเดิมตรงนี้นิดหนึ่งว่า ใครที่ได้ตัวหูฟังรุ่นนี้ไปแล้ว มีใช้งานแล้ว และจะใช้งานตัวสาย 3.5 มม. ที่ว่าไปเมื่อสักครู่นะครับ จะสังเกตว่าตรงหัวแจ็คเสียบ 3.5 มม. นั้นจะมีแจ็คแบบหัวตรง แล้วก็หัวงอ แล้วก็ตรงระหว่างสายจะมีไมค์โครโฟนอยู่ ตรงนั้นจะสามารถใช้เป็น hands-free ได้ แต่ต้องเสียบให้ถูกข้าง ถูกฝั่งนะครับ ไม่อย่างนั้นเสียงจะไม่ออก จะใช้ตัวไมค์โครโฟนเพื่อคุยโทรศัพท์ไม่ได้ ให้เสียบแจ็คที่เป็นหัวตรงเอากับมือถือของเรา แล้วก็เสียบแจ็คหัวงอเข้าที่หูฟัง

   มาดูที่ตัวหูฟังที่เป็นพระเอกกันบ้าง ออกแบบมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว แอดมินได้ลองสวมแล้วก็ลองฟังเพลงยาวๆ แล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันหนีบหัวเรามากเกินไปจนรู้สึกไม่สบายหัวแต่อย่างใด เป็นหูฟังแบบ on-ear ที่ไม่ได้ครอบทั้งใบหู แต่จะวางแนบกับหูเรา ก็บุด้วยฟองน้ำนุ่มๆ มาอย่างดีเลย แต่ถ้าเป็นสีขาวเนี่ยแอดมินรู้สึกว่ามันจะเป็นคราบมันคราบเหงื่อง่ายไปนิดหนึ่ง ก็ต้องใช้งานกันแบบดีๆ หน่อยนะครับ ตัวก้านหูฟังนั้นมีบุด้วยซิลีโคลนมาอย่างดี ด้านในก็ยังมีฟองน้ำมาอีกชั้นหนึ่ง ด้านบนก้านก็จะเป็นแบบหนังบุนุ่มมา ก็ออกแบบมาได้ค่อนข้างสวยงามเลยทีเดียวว การใช้หูฟังทุกรุ่นควรสังเกตด้วยนะครับว่าข้างไหนเป็นข้างซ้าย ข้างขวา ตัวหูฟังรุ่นนี้ก็จะมีบอกด้วยว่าข้างไหน L ข้างไหน R เป็นแผ่นสีเงินติดบอกอยู่ตรงหูพับด้านหลังตัวไดเวอร์เลย สังเกตได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดมิติของเสียงที่ตรงตามธรมชาติของเพลงและเครื่องดนตรีนั้นเอง ถ้าใส่ข้างที่ถูกแล้วมิติของเสียงก็จะดีขึ้นตามไปด้วยนันเอง ปกติเราจะสวมแล้วก็ครอบที่หูเลย ไม่ได้สนใจว่าข้างไหนอะไรแบบนี้นะครับ ตัวหูฟังด้านซ้ายจะมีรูเสียบสายแจ็ค 3.5 อยู่ แล้วก็จะมีรูเล็กๆ ตรงนี้คือไมค์โครโฟน แล้วตัวไมค์โครโฟนและหูฟังรุ่นนี้มีโหมดที่เรียกว่า โหมดดูดเสียงภายนอก สามารถทำให้เราได้ยินเสียงภายนอก เสียงคนเสียงเราหรือว่าพูดคุยกันภายนอกได้ด้วย ปกติแล้วถ้าฟังเพลงเสียงดังๆ ครอบหูเอาไว้ จะไม่ค่อยได้ยินเสียงข้างนอกเลย ตัวนี้มีระบบนี้มาช่วยด้วย จะมีปุ่มให้กดเลือกว่าจะปิดเสียงจากภายนอกไปทั้งหมดเลย ฟังแต่เพลงอย่างเดียว หรือเปิดเอาไว้แบบเบาๆ หรือ จะให้ได้ยินเสียงภายนอกดังๆ เลย ก็เลือกได้มี 3 ระดับ ถัดมาที่หูฟังด้านขวา เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่องแล้วจะมีไฟแสดงสถานะของแบตเตอร์รี่อยู่ 5 จุด ถ้าติดหมดก็แสดงว่าแบตเต็ม

   เรื่องสุดท้ายที่จะรีวิวกันใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวหูฟัง Beats solo 2 รุ่นนี้ก็คือเรื่องของมิติเสียง ต้องบอกว่าแอดมินเคยได้ฟัง beats ที่เป็นแบบ on-ear แบบนี้มาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่อาจจะมองว่าเป็นหูฟังใหญ่ๆ สีสันสวยๆ เป็นแฟชั่นมากกว่า ไม่ได้เน้นที่เสียง เอาแต่เสียงเบสนำมาอย่างเดียวย่านอื่นไม่ได้เรื่อง อันนี้คือเมื่อก่อน ในรุ่นแรกๆ แต่รุ่นใหม่นี้ต้องบอกว่าครบทุกด้านเลยจริงๆ เสียงก็ดีด้วย มีทั้งย่านเบส ย่านกลางแหลมที่ครบทุกความถี่และฟังได้ค่อนข้างเคลียร์ด้วย ถือว่าน่าฟังน่าใช้งานเลยทีเดียว   

รีวิว ZUK Z2 By Lenovo สมาร์ทโฟนอีกหนึ่งแบรนด์ที่คุณอาจจะไม่รู้จักแต่อัดสเปคมาแรงในราคาที่ต้องร้อง WOW!

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เว็บไซต์ 108plaza นำมารีวิวกันอีกหนึ่งชิ้นในตอนนี้ เป็นสมาร์ทโฟนที่อ่านออกเสียงเป็นภาษาบ้านเราก็ดูเหมือนจะแปลกๆ เพื่อนๆ อ่านว่าอะไรครับ ZUK ก็คงต้องอ่านว่า ซุก แต่แบรนด์นี้อ่านตรงตัวเลย แต่พูดยากครับ แต่นั้นไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด ต้องบอกว่าไม่ค่อยมีใครรู้จักสมาร์ทโฟนแบรนด์นี้กันสักเท่าไหร่ แต่พอมี by Lenovo ขึ้นมาก็ทำให้พอรู้ว่าเป็นอีกหนึ่งสายการผลิตของ Lenovo นั้นเอง

   ZUK Z2 คือสมาร์ทโฟนที่จะรีวิวกันในตอนนี้ แล้วก็รูปร่างลักษณะก็อย่างในรูปด้านบนนี้นะครับ บอดี้เป็นแบบพลาสติกมัน เป็นรอยนิ้วมือง่าย แต่สังเกตว่าพอแตะๆ ที่เครื่องจนเป็นรอย เอามือปาดๆ ลูบๆ ก็หายไป นั้นเป็นความพิเศษอย่างแรกในมือถือเครื่องนี้ ตามข้อมูลที่ได้มาบอกว่าเคลือบสารกันรอยเอาไว้ด้วยนั้นเอง

   แต่ความพิเศษมันไม่ได้ที่ตรงรอยนิ้วมือแตอย่างใด มาดูสเปคกันบ้าง มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัว snapdragon 820 วิ่งด้วยความเร็ว 2.2 GHz กันเลยทีเดียว ถือว่าเร็วมากเลยนะครับจากสเปค แต่ต้องอ่านให้จบก่อนในเรื่องของการใช้งานจะเป็นอย่างไรต้องติดตาม ส่วนเรื่องของกล้องก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แต่ต้องบอกเลยว่าใส่ในของเครื่องรุ่นนี้จะใช้ของ Samsung ค่อนข้างเยอะ เซนเซอร์กล้องก็ซัมซุง ผลที่ได้ก็จะคล้ายๆ กับของซัมซุง สไตล์ของรูปก็จะออกแนวใสๆ เคลียร์ๆ แบบนั้นเลย เชื่อมที่ชาร์จแบตและเชื่อมต่อเป็น USB type c แล้วด้วย ความจุแบตเตอร์รี่ให้มาที่ 3500 mAh ตัวเครื่องจะเห็นว่าค่อนข้างหนานิดๆ แต่ไม่ได้หนามาก เพราะให้แบตมาเยอะนั้นเอง แต่ข้อเสียที่พบคือ ไม่สามารถเพิ่ม micro sd card ได้ ถัดมาก็เป้นในส่วนของปุ่มโฮมที่อยู่ด้านล่างเครื่อง จะทำได้หลายอย่าง กดปุ่มหนึ่งครั้งเป็นปุ่มโฮม แตะเบาๆ จะเป็นปุ่มย้อนกลับ แล้วก็สามารถสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย แล้วก็ใช้ในการปัดไปทางซ้ายหรือขวาได้ด้วย เอาไว้เลื่อนหาแอปที่เปิดทิ้งเอาไว้ได้นั้นเอง จะไม่มีปุ่มตรงด้านข้างเลย ดีไซน์รวมๆแล้วถือว่าดีเลยทีเดียว งานประกอบแน่หนา กล้องหน้าจะมีความละเอียดที่ 8 ล้านพิกเซล f/2.0 กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.2 ในตัวเครื่องเป็นของจีนก็แน่นอนว่าทางร้านหรือผู้นำเข้ามาจะต้องลง play store ให้ด้วย ส่วนเรื่องหิ้วมาก็ต้องมาหาทำกันเอานะครับ อาจจะต้องลงแอพที่สำคัญๆ เพิ่มนิดหน่อย

   การทดสอบแรกเลย แน่นอนว่าเหล่าเกมส์เมอร์หลายคนคงสนใจว่ามันจะทำได้ดีแค่ไหน สเปคบอกเลยว่าค่อนข้างแรง แอดมินก็เลยทำการทดสอบเล่นเกมส์ที่หนักๆ เลยหลายเกมส์เหมือนกัน อย่าง nova 3 ก็ถือว่ามีกราฟฟิกเยอะ ผลการทดสอบก็ต้องบอกว่าไร้กังวล ผ่านฉลุย อย่างแรกเลยไหลลื่น ลื่นแบบหัวแตกเลยว่ากันแบบนั้น อย่างต่อมาก็คือจอ สีสันนั้นไม่ต้องห่วงเช่นกัน มีครบสีสด กราฟฟิกดี การ์ดจอดี มาแนวๆ ของซัมซุงเลยในเรื่องของจอ ถัดมาในเรื่องของลำโพง เปิดเสียงในตอนเล่นเกมส์เร่งเสียงจนสุด ถือว่าดังเอาการเลยทีเดียวครับ ดังแบบลำโพงไม่แตกด้วย แล้วก็มิติเสียงค่อนข้างดี แต่อาจจะไม่ได้มิติเสียงเบสมากเท่าไหร่นัก แต่ถือว่าผ่านการรีวิวเหมือนกัน ด้วยจอ Full HD แบตอึดอย่างนี้ บอกเลยว่าเหมาะทีเดียวกับคนที่ชอบเล่นเกมส์

   ถัดมาในส่วนของกล้องกันบ้าง เริ่มกันที่กล้องหลัง ด้านหลังจะมีไฟแฟลดช์แบบไฟดวงเดียวสีขาวมาให้เลย ไม่ได้เป็นแฟลดช์แบบทูโทนนะครับ การใช้งานบอกเลยตัวหนังสือค่อนข้างเล็กถึงเล็กมาก ในการปรับตั้งค่าต่างๆ ไม่รู้ว่าเขียนรอมมาอย่างไงนะครับ แต่การจับโฟกัสก็ถือว่าเร็วในระดับหนึ่งเลย มีโหมดโปร HDR และก็อื่นๆ รวมไปถึงมีฟิวเตอร์มาให้เลือกด้วยว่าจะถ่ายในโหมดอาหาร ธรรมชาติ อะไรแบบนี้มีให้เลือกเยอะ แต่ข้อเสียคือขนาดภาพที่ปรับได้มี 4:3 กับ 1:1 เท่านั้นเอง ไม่มี 16:9 นะครับ แต่เหมือนว่าไอโฟนก็จะไม่มีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก้ไม่ต้องห่วงกันไป

   จุดเด่นอย่างสุดท้ายของ gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ ZUK Z2 by Lenovo ก็คือในเรื่องของการจับ GPS ที่อัดแน่นมาหมดเลยในการจับสัญญาณได้ ก็มีทั้งของสหรัฐ รัซเซีย ของจีน แล้วก็ของกาลิเรโอมาอีกด้วย แต่การทำงานยังมีมั่วๆ นิดๆ อาจจะเดินมั่วเดินไม่ตรงจุดที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ถือว่าดีก็สามารถใช้นำทางได้แบบมีข้อผิดพลาดไม่ได้เยอะอะไร หลายคนก็คงอยากจะรู้กันแล้วว่าราคาเท่าไหร่ เฉลยคือประมาณ 12,xxx บาท ตอนนี้น่าจะมีขายในบ้านเราแล้วเช่นกันก็ลองไปหาทดสอบใช้งานกันดูตามความชอบนะครับ

Review LG Stylus 2 สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ สเปคกลางๆ แต่มีปากกากับค่าตัวที่ต่ำหมื่น

 

   มีสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่นตัวใหม่ล่าสุดจากทาง LG มารีวิวกันอีกแล้วครับเพื่อนๆ ซึ่งใครที่อยากได้สมาร์ทโฟนที่วางงบเอาไว้ต่ำหมื่น หน้าจอใหญ่ๆ นิดหนึ่ง แบตเตอร์รี่ใช้งานได้ทั้งวัน หน้าจอก็ใหญ่และอยากได้ตัวเครื่องบางๆ เพื่อการพกพาและการจับใช้งานที่ดีและที่สำคัญอยากได้ปากกาเอาไว้ขีดๆ เขียน อีกด้วยนั้น ต้องมาที่สินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้เลย

   LG Stylus 2 เป็นสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวมาล่าสุดและอยู่ในมือของเว็บไซต์ 108plaza ที่จะรีวิวถึงการใช้งานของตัวเครื่องที่หน้าจอใหญ่เครื่องนี้ ซึ่งต้องบอกว่าสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ใครที่ยอมรับในความต้องการใช้งานของตัวเองอย่างที่กล่าวไปแล้วช่วงต้นว่า อยากได้มือถือที่ราคาไม่ได้แพงมากนัก งบไม่ถึงหมื่น แล้วอยากได้ที่เป็นสเปคกลางๆ ทุกอย่างต้องบอกว่ากลางๆ หมดเลยสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ สเปคกลาง กล้องกลางๆ ขีดเชียนได้บ้าง

   ในส่วนของสเปคตัวเครื่องนั้น LG Stylus 2 เครื่องนี้มาพร้อมกับขนาดหน้าจอที่ 5.7 นิ้ว เป็นหน้าจอแบบ IPS ความละเอียด 1280*720 พิกเซล มาพร้อมกับชิปประมวลผลเป็น Qualcomm snapdragon 410 วิ่งด้วยความเร็วเพียง 1.2 GHz แบบ 4 แกนสมอง ตัวเครื่องนั้นสามารถรองรับการใช้งาน 4G LTE ทุกคลื่น ทุกเครื่อข่าย สามารถใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด และก็ให้ RAM 2 GB หน่วยความจำในตัวเครื่องเพียง 16 GB สามารถที่จะเพิ่มหน่วยความจำสำรองได้สูงสุด 256 GB เป็นแบบ micro sd card ในส่วนของความละเอียดกล้องนั้น ให้กล้องหลังความละเอียดที่ 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้าที่ 8 ล้านพิกเซล ความจุของแบตเตอร์รี่ 3000 mAh มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 6.0 M

   ในเรื่องของการจับใช้งานนั้น ใครที่คิดว่า หน้าจอ 5.7 นิ้วมันจะใหญ่เกินไปไหม บอกได้เลยว่าไม่ใหญ่มากนัก เพราะตัวเครื่องค่อนข้างบาง มีความบางเพียง 7.4 มิลลิเมตร เท่านั้น ตัวเครื่องดีไซน์มาค่อนข้างสวยงาม ตัวขอบเครื่องเป็นโลหะสีทอง ด้านฝาหลังนั้นเป็นพลาสติกแบบธรรมดา สามารถเปิดฝาหลังและแกะเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ได้ ก็ถือว่างานประกอบและเรื่องของดีไซน์นั้นอยู่ระดับกลางๆ ที่ค่อนข้างใช้งานได้ดี ตัวเครื่องที่ด้านบนจะมีช่องเสียบปากกา stylus อยู่ด้วย เมื่อถอดปากกาออกมา ก็พบว่าเป็นปากกา stylus แบบธรรมดาทั่วไปที่ออกแบบมาให้ใส่กลับคืนเข้าไปได้ด้านเดียว เรื่องของปัญหาการใส่ปากกาผิดด้ามก็คงไม่มีเกิดขึ้น

   ในส่วนของการใช้งานนั้นดูเหมือนว่าจะอยู่ในมาตรฐานกลางๆ ไปเสียหมด ไม่ค่อยจะมีอะไรที่โดดเด่น สามารถดูหนัง ฟังเพลงได้ เพราะหน้าจอใหญ่ แต่ความคมชัดก็แค่ 720p เท่านั้น เรื่องของลำโพงเมื่อเปิดเพลงหรือเปิดดูหนังออนไลน์ต่างๆ ผ่าน youtube ก็พบว่าเมื่อเทียบกับ LG Stylus รุ่นแรกจะดีกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเสียงลำโพงจะไม่ค่อยมีมิติที่ครบเครื่องเท่าไหร่ ฟังแล้วรู้สึกแห้งๆ ขาดมิติที่สนุกสนาน การใช้งานในเรื่องของสเปคกับการเล่นเกมส์ ก็กลางๆ เช่นกัน สามารถเล่นเกมส์ทั่วไปที่มีกราฟฟิดไม่ได้เยอะมากได้ดี ในเรื่องของการใช้งานปากกา stylus นั้นเป็นหัวแบบไฟเบอร์ปกติ เมื่อถอดปากกาออกมาตัวเครื่องจะสั่นเตือน เมื่อลืมใส่ปากกาคืนที่เดิมตอนที่ปิดหน้าจอ ตัวเครื่องจะสั่นเตือนในกรณีที่ลืมปากกาและป้องกันปากกาหายนั้นเอง ในส่วนของการใช้งานก็ไม่ได้มีฟังก์ชั่นอะไรมารองรับเยอะมากนัก สามารถเขียนโน้ต เขียนข้อความได้ปกติ แต่ดูเหมือนกับว่าตัวปากกาจะรองรับได้ในแนวตั้งดีกว่าแนวนอน เพราะถ้าจับตัวเครื่องเป็นแนวนอนแล้วใช้ปากกาจะใช้งานได้ไม่ดีเท่าเท่าไหร่ การตอบสนองก็ค่อนข้างต่ำ ความไวในการใช้งานปากกาก็ค่อนข้างต่ำ อาจจะต้องเขียนอะไรที่ตัวใหญ่ๆ สักนิดหนึ่ง ถ้าเขียนตัวเล็กเกินจะอ่านไม่รู้เรื่องเพราะความละเอียดหน้าจอน้อย แต่ก็สามารถรองรับแรงกดในการเขียนปากกาได้ดี

   ก็ต้องถือได้ว่าสินค้าอินเทรนด์ที่มารีวิวในครั้งนี้กับตัวสมาร์ทโฟน LG Stylus 2 นั้นจะดูเหมือนว่าทุกอย่างก็กลางๆ หมด ในเรื่องของการใช้งานเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียต่างๆ รวมไปถึงเรื่องของการใช้งานทั่วไป จะสามารถใช้ได้ไหลลื่นดีแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเร็วมากจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ได้หน่วงจนไม่น่าใช้งาน เรื่องของกล้องทั้ง 2 ตัวนั้นถ้าถ่ายในแสดงปกติและก็ใช้งานทั่วไปไม่ได้มีปัญหาอะไร ถ่ายได้ค่อนข้างกลางๆ เช่นกัน กล้องหน้าเป็นเลนส์ wide เซลฟี่ได้ปกติ เมื่อทดสอบความอึดของแบตเตอร์รี่แล้วนั้น ก็สามารถใช้งานได้ครบวันแบบสบายๆ เลยครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าใครที่อยากได้มือถือราคา 8,790 บาทและสามารถใช้งานได้ทุกอย่างก็ลองไปหาซื้อหรือไปทดสอบเล่นกันก่อนได้ ส่วนครั้งหน้าเราจะมีอะไรมารีวิวอีกนั้นต้องห้ามพลาดกันเลยนะครับ รับรองว่าเด็ดอย่างแน่นอน

Proof Platinum II มิติใหม่ของกล้องติดรถยนต์

 

   สวัสดีค่ะเพื่อนๆทุกคนคงมีใครหลายๆคนรอคอยว่าวันนี้เราจะมีสินค้าอินเทรน์แบบไหนมาแนะนำใช้หรือเปล่า สินค้าอินเทรน์ที่จะมาแนะนำให้เพื่อนๆรู้จักวันนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังในการรอคอยเลยค่ะ เพราะวันนี้เราจะมาแนะนำสินค้าในเรื่องของกล้องติดรถยนต์ แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็จะเป็นที่สนใจสำหรับใครหลายๆคนที่มีรถยนต์เพราะปัจจุบันนี้จำนวนประชากรของโลกได้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวกเร็ว จำนวนรถยนต์บนท้องถนนก็มีการเพิ่มปริมาณแบบแปรผันตรงกับจำนวนประชากร ทุกคนแทบจะมีรถยนต์ในครอบครอง เมื่อรถยนต์เพิ่มปริมาณมากขึ้นในท้องถนนสิ่งที่จะเกิดบนท้องถนนที่เราไม่สามารถที่จะเลี่ยงได้เลย นั้นก็คือในเรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนนที่จะเกิดขึ้นนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขับรถชน ขับรถชนคน หรือจะเป็นปัญหาอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดจากรถยนต์นั้นเอง การติดกล้องรถยนต์นั้นเพื่อเป็นการเก็บเป็นหลักฐานต่างๆเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นนั้นเอง สมมติว่าเราขับรถไปชนคนซึ่งที่จริงแล้วคนเดินมาตัดหน้ารถของเราเอง หากไม่มีหลักฐานหรือผู้พบเห็นเหตุการณ์ เราก็สามารถที่จะตกเป็นจำเลยในเหตุการณ์นี้ได้ แต่เมื่อมีกล้องที่ติดรถเราสามารถนำมาเปิดดูเพื่อใช้มาเป็นหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเราเองได้ เพื่อนๆจะเห็นได้แล้วว่าการติดกล้องรถยนต์นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดเสียอีก เอาเป็นว่าวันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปรู้จักกับกล้องติดรถยนต์ที่มีความสามารถที่แตกต่างออกไปจากรุ่นอื่นๆ เชื่อได้ว่าเพื่อนๆต้องชื่นชอบเป็นอย่างแน่นอนค่ะ

   ในส่วนของติดรถยนต์วันนี้ที่เราจะมาแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จักนั้นจะเป็นกล้องติดรถยนต์รุ่น Proof Platinum II ซึ่งเป็นกล้องติดรถยนต์ที่ได้รับความนิยมและความสนใจเป็นอย่างมาก เรามาดูกันว่าทำไมถึงได้รับความสนใจจากใครๆ สำหรับกล้อง Proof Platinum II เป็นกล้องที่จะช่วยเราขจัดปัญหาในเรื่องของไฟล์ภาพที่ไม่ชัด จากปกติเมื่อเราเอาไฟล์จากกล้องติดรถยนต์มาดูโดยส่วนใหญ่ภาพจะไม่คมชัดเท่าที่ควร แต่ปัญหานี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นกับกล้องติดรถยนต์รุ่น Proof Platinum II อย่างแน่นอนค่ะ เพราะภาพที่ได้จากกล้องจะมีความคมชัดโดยเฉพาะภาพที่บันทึกในช่วงกลางคืนภาพที่ได้มีความคมชัดมากกว่ารุ่นอื่นๆอย่างแน่นอนค่ะ ลักษณะเด่นของกล้องตัวนี้ที่ทำให้ได้ไฟล์ภาพที่มีชัดนั้นก็เนื่องจากเป็นกล้องบันทึกภาพแบบ Super Clear Full HD 1080P โดยที่จะสามารถถ่ายภาพได้ในระดับของ 12M/ 10M/ 8M/ 5M/ 2M/ VGA/ 1.3M ส่วนจอภาพที่แสดงผลนั้นเป็นจอ LCD ที่มีขนาด 3.0” TFT High Definition Screen นั้นเอง ที่สำคัญแค่นี้ยังไม่พอตัว Sensor ของกล้องเป็น Sony IMX Serie และเรายังพบว่าในส่วนของตัวเลนส์นั้นเลนส์ 6 เลนส์ภายในกล้องอีกด้วยสามารถที่จะมองได้กว้างถึง 175 องศาเลยก็ว่าได้ ในส่วนของการบันทึกภาพเป็นการบันทึกภาพแบบ Loop ซึ่งเมื่อหน่วยความจำของเราเต็มนั้นกล้องจะทำการลบไฟล์เริ่มต้นและเริ่มบันทึกภาพต่อให้โดยอัตโนมัติเลยค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจโดยที่เราจะได้ไม่พลาดอะไรที่สำคัญไปนั้นเอง ในส่วนของข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บไว้ใน Micro SD/ TF Card สามารถที่จะรองรับได้สูงสุดที่ 64 GB โหมดการถ่ายภาพในช่วงกลางคืนก็ไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของความคมชัดของภาพเพราะเป็นคุณภาพในระดับ Super Night Vision ส่วนแบตเตอรี่ของกล้องนั้นสามารถที่จะใช้ในการบันทึกภาพได้ 1 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีการชาร์จได้ หากเพื่อนๆถามถึงจุดเด่นของกล้องติดรถยนต์รุ่น Proof Platinum II ที่มีความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆอย่างไรนั้นก็คงจะเป็นในส่วนของชุดเลนส์ที่เป็นเลนส์ 6 ชั้นนั้นเอง และมาพร้องกับตัว Sensor Sony IMX Serie ที่สามารถมองมุมกว้างได้ถึง 175 องศานั้นเองที่เป็นความแตกต่างจากกล้องในรุ่นอื่นๆนั้นเอง ที่สำคัญในเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิตนั้นเป็นอะลูมินเนี่ยมที่ให้ความรู้สึกพลีเมี่ยมไปอีกค่ะ เมื่อเรานำมาติดตั้งในรถยนต์เมื่อใช้งานจริงนั้นกล้องรุ่น Proof Platinum II มีความกะทัดรัดไม่บังทัศนะวิสัยของคนขับเลย ที่สำคัญไฟล์ภาพที่ได้มีความคมชัด

   เพื่อนๆจะเห็นได้ว่า Proof Platinum II เป็นกล้องติดรถยนต์ที่สร้างมุมมองและมิติใหม่สำหรับการติดกล้องรถยนต์ ทั้งหมดที่ได้แนะนำและรีวิวมานี้เชื่อได้ว่าคงเป็นที่ถูกใจใครหลายๆคนอย่างแน่นอนค่ะ หากเพื่อนๆคนไหนที่มีรถยนต์ดิฉันของแนะนำให้เลยค่ะว่าควรที่จะหามาติดรถยนต์ไว้ เพราะเราไม่ทราบได้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเราในตอนไหน หากติดไว้ในรถยนต์ของเรานั้นอย่างน้อยเมื่อเกิดปัญหาหรือรื่องต่างๆขึ้นมาอย่างน้อยมันก็อาจที่จะช่วยเหลือเราได้นั้นเอง

รีวิว หูฟังบลูทูธ Remax S3 Sport C;lip-on Bluetooth 4.0 เสียงจะเทพแค่ไหนมาทดสอบกัน

 

   สำหรับการรีวิว gadget ตัวใหม่ของเราใน 108plaza เว็บไซต์ที่รวบรวมการรีวิวสินค้าทุกอย่าง ผลิตภัณพ์ทุกชนิด มาไว้ที่นี่ที่เดียวเลย เรียกว่าได้ค้นหาข้อมูลและอ่านรีวิวกันได้อย่างจุใจ แต่ในตอนนี้ แอดมินจะพาไปทำการทดสอบหรือการรีวิวหูฟังบลูทูธรุ่นนี้เลยครับ Remax S3 เป็นหัวฟังบลูทูธแบบ sport clip-on headset ที่เอาไว้ให้ทุกคนได้ใช้งานกันแบบง่ายๆ สะดวก แต่เรื่องของคุณภาพเสียงจะเป็นอย่างไรนั้น ไปรีวิวพร้อมๆ กันเลย

   ก่อนที่จะไปดูเรื่องของคุณภาพเสียงเจ้าตัวหูฟังบลูทูธที่เรานำมาเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ในครั้งนี้เนี่ยนะครับ ก็จะพาไปดูเรื่องของสเปคคร่าวๆ รวมไปถึงรายละเอียดภายนอกของตัวหูฟังกันสักนิดหนึ่งก่อนนะครับ ก็เป็นบลูทูธที่ใช้เป็น v4.0 ก็ให้การเชื่อมต่อที่เสถียรแล้วก็ไกลด้วย ใครที่เคยอ่านรีวิวของแอดมินมาหลายๆ ตอนจะรู้ดีนะครับว่า v4.0 เนี่ยมันคืออะไร แล้วมีแตกต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้อย่างไรสำหรับตัวบลูทูธนะครับ สำหรับตัวการใช้งาน เมื่อมีไฟจากแบตเตอร์รี่เต็มเลยเนี่ยนะครับ จะสามารถเปิดสแตนบายได้นานถึง 12 วันเลยทีเดียว แล้วการใช้งานต่อเนื่องแบบคุยโทรศัพท์นั้น สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกันนาน 10 ชั่วโมง แล้วก็ใช้ในการฟังเพลง ในด้านความบันเทิงต่างๆ เอาไว้ดูซีรี่ย์ ดูหนัง อะไรแบบนี้ผ่านสมาร์ทโฟนก็ใช้งานได้นานติดต่อกัน 8 ชั่วโมง หรือ บางท่านก็อาจจะได้ท่านกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานนะครับ ตัวนี้แบตเตอร์รี่ค่อนข้างให้มาเยอะครับ แต่เท่าที่แอดมินดูรายละเอียดรอบๆ กล่องแล้ว ไม่มีบอกสเปคมาว่าความจุแบตเตอร์รี่ให้มาเท่าไหร่นะครับ จากนั้นก็เปิดกล่องออกมา ก็จะมีตัวหูฟัง ตัวรับสัญญาณบลูทูธ แล้วก็จุกยางให้มา 3 ขนาดด้วยกัน ก็มีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ อันนี้ก็เลือกกันตามสบายเลยว่าหูเราเหมาะกับจุกยางขนาดไหน แล้วก็มีคู่มือการใช้งานมา กับ ใบรับประกัน แล้วก็จะมีตัว clip-on มาให้ ถามว่าตัวคลิปออน มันคืออะไร มันก็คือตัวรับสัญญาณบลูทูธที่แอดมินได้บอกไปแล้วนะครับ ตัวนี้แหละครับที่เราจะต้องใช้ฝนการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงต่างๆ ที่มีตัวบลูทูธปล่อยออกมาได้ ก็จะใช้ในการปล่อยบลูทูธ แล้วก็มีแบตเตอร์รี่อยู่ในตัวคลิปออนนี้ด้วย ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอาหูฟัง remax S3 ตัวนี้มาเสียบกับตัวคลิปออนตัวนี้ก็ได้นะครับ เราสามารถที่จะหาหูฟังที่ราคาแพงๆ ดีๆ กว่านี้มาเสียบกับตัวคลิปออนตัวนี้ก็ได้เช่นกัน สำหรับคนหูเทพ หูทองทั้งหลาย ก็ไปหาหูฟังราคาแพงๆ คุณภาพดีๆ มาฟังก็ได้

   มาดูตัว clip-on กันนิดหนึ่งดีกว่าครับ ด้านบนก็จะมีที่เสียบสายแจ็ค 3.5 มม. แล้วก็เสียบสายชาร์จ micro USb ด้านล่างก็จะเป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง แล้วก็ปุ่มเลื่อนเพลง ด้านหลังก็จะเป็นริปหนีบกับปกเสื้อหรือว่าตามที่ต่างๆ ไม่ให้ตก ถัดมาก็เป็นตัวหูฟังที่ให้มาในกล่องกันบ้าง จุดเด่นของตัวหูฟัง Awei S3 ตัวนี้ที่มันใช้งานได้ค่อนข้างนานเนี่ย ก็คือว่า มันย้ายตัวแบตมาไว้ที่ตรงไมค์โครโฟนนั้นเอง ทำให้มีพื้นที่ใส่แบตได้เยอะขึ้น ปกติในหลายๆ รุ่นจะเอาแบตไว้ที่ตัวดานหลังหูฟังเลย ก็ทำให้พื้นที่มันน้อย แล้วหูฟังก็ใหญ่ แล้วก็หนัก ทำให้มันหลุดออกจากหูได้ง่าย แต่ตัวนี้ย้ายมาที่ไมค์ ก็ทำให้ใช้งานได้ดีขึ้นครับ หูฟังก็เบา มีขนาดเล็กลง แต่เรื่องของเสียงน้นต้องมาทดสอบกันอีกครั้งหนึ่ง วิธีการใช้งานก็ง่ายๆ ก็เปิดสับสวิทย์ on ที่ตรงตัว clip-on แล้วจากนั้นก็รอให้ไฟมันกระพริบ ก็เชื่อมต่อบลูทูธ เมื่อไฟมันค้างก็แปลว่าเราเชื่อมต่อหรือจับคู่บลูทูธได้แล้ว เท่านี้เองกับการใช้งานนะครับ

   ในส่วนสุดท้ายของการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ของเราในครั้งนี้ สำหรับตัวหูฟังบลูทูธ Remax S3 clip-on ตัวนี้ก็คือเรื่องของคุณภาพเสียงที่ได้จากการฟังเพลงนั้นเอง ซึ่งก็ต้องบอกว่าหลังจากที่แอดมินได้ทดสอบแล้ว ทีแรกคิดว่ามันเป็นหูฟังธรรมดาๆ ไม่มีแม่เหล็กหนีบ ไม่มีซองใส่มาให้ แต่เสียงค่อนข้างประทับใจว่ากันอย่างงี้เลย เสียงเบสดีครับ แบ่งย่านได้ดี ไม่ดังเกนิกว่าที่จะไปรบกวนเสียงในย่านอื่น คือหูฟังเสียอย่างหนึ่ง ถ้าบางทีเบสมาแรงเกิน เราฟังแล้วเสียงกลาง เสียงแหลม บางทีไม่ชัดเจน ไม่เคลียร์ แต่หูฟังตัวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นครับ ถือว่าเป็นหูฟังบลูทูธตัวหนึ่งที่น่าฟังเลยทีเดียว

รีวิว ลำโพงบลูทูธ Edifier Luna Eclipse E25HD รุ่นใหม่เพิ่มฟังก์ชั่นแบบ Optical

 

   สวัสดีเพื่อนๆ ที่คอยติดตามกันรีวิวลำโพงบลูทูธในหลายๆ รุ่น หลายๆ ยี่ห้อที่นี่ที่เดียว 108plaza ที่ได้รวบรวมการรีวิวเอาไว้มากที่สุดเลย รวมไปถึง gadget อื่นๆ ที่มีเปิดตัวมากันใหม่ๆ ก็มีรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วย แต่สำหรับในตอนนี้เราจะอยู่กับบลำโพงบลูทูธตัวนี้เลย

   ลำโพงบลูทูธที่เราจะรีวิวกันในตอนนี้คือ Edifier Luna Eclipes E25HD นั้นเองครับ ก็เป็นลำโพงบลูทูธตัวหนึ่งที่ถูกปรับปรุง พัฒนา เรื่องของคุณภาพจากรุ่นเดิมมาพอสมควร รูปร่างลักษณะก็จะเป็นเหมือนกับรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนที่เพือ่นๆ เห็นอยู่นี้นะครับ เรื่องของฟังก์ชั่นที่เขียนติดเอวข้างๆ กล่องก็จะบอกไว้ว่าสามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ เวอร์ชั่น 4.0 ได้ ถัดมาก็จะเชื่อมต่อแบบ optical ได้ด้วย แล้วก็จะมีช่องเสียบสาย AUX input แบบ 3.5 มม. ได้ด้วย แล้วก็มีรีโมทคอนโทรนมาให้ด้วย กำลังขับก็จะอยู่ที่ 74 wrms ด้านในก็จะมีวงจรที่จะช่วยในการขับเสียงได้ดีขึ้นแบบ DSP มาให้ด้วย ส่วนปุ่มสั่งการที่ตัวเครื่องก็จะเป็นแบบ touch screen ด้วยนั้นเอง ส่วนตัวลำโพงบลูทูธที่เปิดตัวออกมารุ่นใหม่นี้ ก็จะมีสีให้เลือกได้แก่ สีดำ สีขาว สีส้ม แล้วก็สีฟ้า นั้นเอง ก็เลือกซื้อเลือกหากันได้ตามความชอบถ้าท่านอยากจะได้นะครับ เมื่อแกะกล่องออกมาแล้ว จะเห็นว่ามีหนึ่งจุดเด่นของแบรนด์นี้ ก็คือการรับประกันตัวสินค้า จะรับประกันนานถึง 2 ปีกันเลยทีเดียว ก็ถือว่าคุ้มค้าเลยในเรื่องของการการันตี ข้างในกล่องก็จะมีตัวลำโพงที่ห่อด้วยผ้ากันรอยขีดข่วนอีกชั้นหนึ่ง แล้วก็มีคู่มือการใช้งานพร้อมกับตัวรีโมทคอนโทรนอยู่ด้านใน เมื่อเปิดผ้าที่ห่อมาดู ก็จะเป็นว่าเป็นลำโพงแบบหน้าเปิด ที่ไม่มีตะแกรงมาให้ เป็นการออกแบบดีไซน์มาแบบนี้นะครับ อย่าตกใจ ก็สวยดีนะครับ เป็นแบบลำโพงคู่แบบนี้มาให้เลย ในส่วนของตัวลำโพงนั้นก็จะเป็นดอกลำโพงที่ให้เสีย woofer ขนาด 3 นิ้ว แล้วก็ลำโพงที่ให้เสียงแหลมขนาด 19 มม.แล้วด้านหลังก็เป็นการดีไซต์มิติเสียงเบสแบบเฉพาะของทาง edifier เลย ก็คือมีลำโพงแบบ subwoofer ที่ให้เสียงเบสอยู่ด้านหลังถึง 2 ตัวด้วยกัน ทำให้ย่านความถี่ต่ำหรือเสียงเบสนั้น บอกเลยว่าไม่ธรรมดาครับ เพราะแอดมินเองได้ทดสอบใช้งานมาแล้วก่อนที่จะมาทำรีวิวนี้ขึ้นมา แต่ในช่วงหลังๆ จะรีวิวให้ได้อ่านกันว่ามันไม่ธรรมดาอย่างไรนะครับ

   เนื่องจากลำโพงรุ่นนี้มี 2 ตัว ซึ่งถ้าสังเกตง่ายๆ ลำโพงที่ต้องวางด้านซ้ายจะเห็นว่าด้านหลังจะไม่มีอะไร แต่ด้านขวาข้างหลังนั้นจะมีปุ่มควบคุมและก็พอร์ดเชื่อมต่อต่างๆ อยู่ด้านหลัง ก็วางตำแหน่งกันให้ถูกด้วยนะครับ ซึ่งด้านหลังก็จะมีช่องเสียบ AUX แบบ 3.5 แล้วก็จะเป็นการเสียบแบบ optical ในรูเดียวกันไปเลย แล้วก็จะมีช่องเสียบ DC input แล้วก็ถัดมาด้านล่างก็จะมีช่องเสียบสายที่จะโยงไปหาลำโพงด้านซ้ายนั้นเอง ซึ่งสายที่เชื่อมต่ต่างๆ ก็จะมีแถมมาให้ในกล่องก็จะเป็นสาย เพาเวอร์อแด็ปเตอร์ แล้วก็สายแบบ optical หลายคนสงสัยว่าต่อแบบ optical คืออะไร ต่ออย่างไง ง่ายๆ ครับ มันก็จะคล้ายๆ กับสาย 3.5 มม. นี่แหละครับ แต่มันสามารถเชื่อมต่อกับพวกทีวี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี เครื่องเสียงที่เป็นเครื่องเล่นต่างๆ ได้ทั้งหมดเลย คือเครื่องเล่นพวกนี้จะไม่มีตัวบลูทูธ ถ้าไม่ใช้สายก็จะเชื่อมต่อไม่ได้ แต่บางทีเราซื้อลำโพงบลูทูธมาแล้ว เอาไว้ฟังในบ้าน แล้วก็เป็นลำโพงแบบ 2 ตัวแยกกันแบบนี้ ก็คงไม่มีใครเอาไปพกพาไปที่ต่างๆ หรอกนะครับ ก็คงใช้ฟังในบ้านเพราะ เบสหนักๆ กันแบบนี้ เอาไว้ดูหนังกับกล่องรับสัญญาณ เอาไว้ฟังเพลง อะไรแบบนี้ก็จะสะดวกทั้งการใช้บลูทูธ แล้วก็ เครื่องเล่นต่างๆ นั้นเองนะครับ

   สำหรับในช่วงท้ายๆ ของการริวิวแบบนี้ เพื่อนๆ ก็อาจจะทราบว่าลำโพงบลูทูธตัวนี้ราคาเท่าไหร่ ราคาที่ทราบมาอยู่ที่ 8,xxx บาท ซึ่งก็ลองไปหาราคาที่มันต่อกว่านี้ก็จะดีสำหรับบางร้านที่จัดโปรอยู่นะครับ เรื่องสุดท้ายที่จะไม่พูดเลยไม่ได้ ก็คือ เรื่องของมิติเสียงที่แอดมินได้ทดสอบใช้งานมา จะบอกว่าลำโพงบลูทูธ Edifier ตัวนี้มันตอบโจทย์สำหรับลำโพงที่ฟังในบ้านได้ดีเลย คือมีทุกย่านความถี่ที่ตอบรับ ย่านต่ำ เสียงเบสก็มีหนักแน่นดี คือเบสเกินตัวอีกหนึ่งรุ่นเลย ดีไซน์ก็สวย เป็นเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านได้ เสียงกลางเสียงแหลมคมชัด เคลียร์ แต่แอดมินเองก็มองว่าราคาอาจจะยังสูงไปนิดหนึ่ง เพราะราคาเกือบๆ หมื่นเราก็อาจจะไปมองเครื่องเสียงที่เป็นโฮมเทียร์เตอร์ที่ร้องเพลงคาราโอเกะได้เลยแบบนั้นเอาไว้ติดบ้านก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเหมือนกัน แต่ใครที่ชอบลำโพงแนวนี้พูดถึงเรื่องคุณภาพ แอดมินว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว

รีวิว Motorola Moto Z สมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมที่เป็น Pure Android สมาร์ทโฟนโมดูลาร์ที่สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์เสริมเพียบ

 

   สมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุด! ที่คิดว่าทุกคนต้องชอบ กับความเป็น Pure Android โดยการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ในครั้งนี้ของเว็บไซต์ 108plaza แอดมินจะพาไปติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพงานประกอบของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในแบรนด์ Motorola ที่ยังคงวางกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่เป็นแนวคิดว่าเดียวกันกับ google ที่ได้จับมือร่วมกันผลิตสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้แต่งเดิมตัว UI อะไรมากมาย ทำให้ตัวเครื่องนั้นไหลลื่น พร้อมกับสเปคที่แรง ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของสมาร์ทโนในแบรนด์ Moto นั้นเอง ล่าสุดนี้มีการแถลงข่าวแบะเปิดตัวในงาน Lenovo tech world ที่ผ่านมานี้ บอกเลยว่า goodbye Moto X , Hello Moto Z แล้วแอดมินก็จะพาไปรีวิวตัว Moto Z ที่ได้กล่าวถึงสรรพคุณมากมายมาแล้วในช่วงต้นนี้กันแบบเจาะลึกกันเลย

   ซึ่งในงานก็มีแต่ผู้คนที่จับจ้องไปที่การเปิดตัวสมาร์ทโฟน Moto Z กันนี่แหละนะครับ เพราะถือว่าสมาร์ทโฟนนอกจากจะใช้งานในตัวเครื่องกันอย่างเดียวแล้ว ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวโมดูลาร์ ที่จะใช้สมาร์ทโฟนเข้าไปร่วมกับตัวอุปกรณ์เสริมๆ อื่นๆ อย่าง Moto mos ได้อีกหลายๆ ชิ้นเลยทีเดียว แต่ก่อนอื่นๆ แอดมินจะพาไปดูว่าสเปคของตัวเครื่อง Moto z นั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว หน้าจอเป็นแบบ amoled ความคมชัดระดับ quad HD ตัวชิปประมวลผลนั้นเป็น Qualcommm snapdragon 820 สำหรับตัวหน่วยความจำภายในนั้น จะมีให้เลือกอยู่ 2 รุ่นย่อยด้วยกัน ก็คือจะมีตัว ROM 32 GB และ ROM 64 GB สามารถเพิ่มตัวหน่วยความจำสำรองได้สูงสุดที่ 256 GB ให้ RAM 4 GB ส่วนสเปคของกล้องนั้น กล้องหลังจะมาพร้อมกับความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับระบบป้องกันการสั่นหรือว่าระบบ OIS และระบบ ออโต้ โฟกัส กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องหน้านั้นสามารถใช้เป็นกล้องเซลฟี่ได้ เพราะมีมุมภาพที่กว้างและเป็นเลนส์ wide ด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความจุของแบตเตอร์รี่ขนาด 2600 mAh แต่สำหรับแอดมินคิดว่ายังให้มาน้อยไปสักนิดหนึ่ง เพราะหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วก็อาจจะกินแบตได้พอสมควร แต่ไม่แน่ว่า ตัวที่เป็นระบบ pure android นั้น จะสามารถประหยัดแบตได้ดีมากขึ้นก็ได้ เพราะตัว Moto Z ที่แอดมินได้รีวิวมานี้ ยังไม่ได้เข้ามาเมืองไทย ณ ตอนนี้ นั้นเองที่แอดมินกำลังทำบทความรีวิวนี้ขึ้นมายังอยู่ในช่วงกลางเดือน มิถุนายน 2016 แต่ทาง Moto ประเทศไทยเองก็ยืนยันมาแล้วว่า ตัวสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเข้ามาบ้านเราอย่างแน่นอน ส่วนระบบปฏิบัติการนั้นก็เป็นเวอร์ชั่น 6.0.1 pure Android อย่างที่บอกไปในช่วงต้นเลย

   สำหรับการดีไซน์ Moto Z นั้นมาพร้อมกับตัวเครื่องที่บางเฉียบ บางกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ที่ Moto เคยทำมา ส่วนฝาหลังเป็นแบบกระจกมันวาว ต้องบอกว่าแอดมินได้สัมผัสตัวเครื่องจริงๆ ที่งาน Lenovo tech world ก็ต้องบอกว่าสวยงามมากเลยทีเดียว แต่เมื่อจับไปสักพักหนึ่ง ก็จะเห็นรอยนิ้วมือขึ้นมาทันที ต่อมาในตัว Moto Z นั้นที่ปุ่มด้านล่างที่เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้า จะทำหน้าที่เป็นปุ่มสแกนลายนิ้วมือเท่านั้นเอง ไม่สามารถใช้เป็นปุ่มโฮมได้ แต่จะมีปุ่มโฮมแบบ on-screen ที่หน้าจอ ก็อาจจะต้องปรับตัวกันสักนิดหนึ่งในช่วงแรกๆ ที่ใช้งาน ส่วนงานประกอบโดยรวมถือว่าคุณภาพระดับพรีเมี่ยมเลยละครับ ส่วนอีกหนึ่งจุดเด่นที่ Moto ทำขึ้นมาให้ตัวเครื่องนั้นมีความบาง ก็เนื่องจากว่าจะต้องเอามาใช้งานร่วมกับตัว Moto mos ที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่จะเอามาแปะไว้ที่ด้านหลังเครื่องเพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นลำโพง JBL ก็ได้ หรือ เปลี่ยนให้เป็นโปรเจคเตอร์พร้อมลำโพง หรือ แบตเตอร์รี่เสริม โดยตัว Motto mos นั้นจะมีตัวเซนเซอร์อยู่ดานหลัง 16 จุด เมื่อใส่เข้ากับตัว Moto Z จะรู้ได้ทันทีว่าตัว Moto mos นั้นคืออุปกรณ์เสริมอะไร ตัวแอปที่จะใช้งานร่วมกันก็จะเปิดขึ้นมาทันทีเลย ในอนาคตทาง Moto ก็จะพัฒนาตัวอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า Moto mos อีกหลายๆ ชิ้นขึ้นมาให้ได้ใช้งานกันอย่างแน่นอนครับ

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่นำมารีวิวในครั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากทาง Moto เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า Moto Z จะมีการวางขายในทั่วโลกในเดือนกันยายน 2016 นี้แน่นอน แล้วก็ใครที่ชื่นชอบในความเป็น Moto Z แล้วละก็ สามารถเตรียมตังค์กันไว้ได้เลย เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างแน่นอนครับ ส่วนเรื่องของราคาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ก็ต้องรอลุ้นกันว่า ราคาจะถูกใจตามสเปคหรือเปล่า

Review MIDAS M32R Digital Mixer เล็กๆ แต่ใช้งานได้สะดวกมีเครื่องเดียวจบ

 

   หมดปัญหาเรื่องของการขนอุปกรณ์เครื่องเสียงในการ Mix เพลงหรือดนตรีกันอีกต่อไป ไม่ต้องขนทั้ง comp ไม่ต้องขนทั้ง EQ ไม่ต้องขนทั้ง cross over แล้วก็อุปกรณ์ตัวอื่นๆ แล้วก็ไม่ต้องขน mixer แบบอานาร็อคที่เครื่องใหญ่ๆ ที่ใช้กัน 16 ชาแนล 24 ชาแนล ขนมิกเซอร์กันไปเครื่องหนึ่งยาวเป็นเมตร อะไรแบบนั้น หมดปัญหาไปได้เลยครับเพื่อนๆ sound engineer ทั้งหลาย ในตอนนี้ 108plaza ของเรามี Digital mixer ที่เครื่องเล็กนิดหนึ่ง เบาด้วย แต่มีครบทุกฟังก์ชั่นแล้วก็สามารถใช้งานกันได้ทั้งหมด 16 ชาแนลเลย กับดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้ครับ

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เพื่อนๆ เห็นในภาพด้านบนนี้เป็น Digital mixer ที่มีชื่อรุ่นว่า Midas M32R นั้นเองครับ เป็นดิจิตอลมิกเซอร์ที่มีครบเลยในเครื่องเดียว เราสามารถใช้เครื่องเดียวตัวนี้ไปรับงานข้างนอก แล้วก็มามิกเสียงเพลงอีกทีหนึ่งที่บ้านหรือที่สตูดิโอของเราเองได้ด้วย เรียกว่ามันใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องหอบมิกเซอร์แบบอานาร็อคอีกต่อไปครับ แต่ในเรื่องของความง่าย ความสะดวกมันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราเลือกมารีวิแล้วก็คงจะมีเพื่อนๆ คนที่ทำ sound ค่อนข้างสนใจ แต่เรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นตัวปัญหาก็คือ เรื่องของราคา บอกเลยราคามันไม่ได้เบาๆ เลยครับสำหรับคนที่งบน้อย บอกเลยว่าราคาหลักแสนขึ้นไป ใครที่งบน้อยเดี่ยวทีมงานของเราจะหาตัวที่ราคาเบาๆ กว่านี้มารีวิวในตอนหน้านะครับ แต่ใครที่มีงบหนักหน่อย แล้วก็อยากได้มิกเซอร์แบบนี้ไปใช้งานในเรื่องของคุณภาพบอกเลยว่าดีครับ ทุกอย่างติดมือหมดเลย ปรับอีคิว ปรับเสียง ปรับเอฟเฟคที่มีให้เลือกเยอะมาก ทุกอย่างติดมือใช้งานสนุกครับ

   มาดูการใช้งานและความสามารถของดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้กันเลยดีกว่าครับ อย่างแรกเลยหลายคนสงสัยเล็กๆ แบบนี้จะใช้งานได้กี่ชาแนล บอกเลยว่าใช้งานได้ 16 ชาแนลโมโน หรือ 16 ปรีไมค์อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกัน ถ้าคิดว่าเท่านี้ยังไม่พอที่จะใช้เล่นดนตรีสดไม่พอเนี่ยนะครับ ยังมีช่องเสียบแจ็คโฟน เสียบเครื่องเล่นต่างๆ อีก 6 ชาแนล อย่างนี้พอไหมครับสำหรับมิกเซอร์เล็กๆ ตัวนี้ ผมเองคิดว่าพอสำหรับเล่นดนตรีสดแล้วนะครับ แล้วที่เห็นบนตัวมิกเซอร์ตัวนี้คือ ในย่านของอีคิวมาเต็มๆ ถึง 4 ย่านให้ปรับกันเลย ก็จะมีตั้งแต่ย่าน low , low mid ,low hi , hi เลือกปรับกันได้แบบจุใจเลย แล้วก็เป็นอีคิวแบบพาราเมติกส์ทั้ง 4 ชุดเลย ถัดมาในส่วนของเอฟเฟคกันบ้าง ในดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้มีเอฟเฟคให้เลือกันมากถึง 8 engine ก็มีเยอะมากเลยจะเลือกใช้กันโทนเสียงไหน เสียงกว้าง เสียงใส เสียงสะท้อน เสียงฮอล์ใหญ่ ฮอล์เล็ก มีหมดเลยนะครับ ถัดมาในส่วนของชาแนลที่คิดว่า 22 ชาแนล input ยังไม่พอในการใช้มิกเครื่องดนตรีนั้น ก็จะมีตัวเสริมที่มีขายแยกเป็นตัวโปรโตคอลรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เสียบเพื่อเพิ่มชาแนลทั้ง input แล้วก็ชาแนล output เพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรื่องชองชาแนลในดีจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบแน่นอนเลย

   ฟังก์ชั่นต่อมาสำหรับความง่ายในการใช้มิกเซอร์ตัวนี้คงจะต้องบอกว่าคนที่ทำ sound mixer หรือว่า sound engineer นั้น ค่อนข้างที่จะใช้งานง่ายในการไปบันทึกไฟล์หรือ track เสียงจากข้างนอกสตูดิโอด้วยการใช้งานผ่าน USB หรือว่าทั้มไดร์ฟต่างๆ จากการบันทึกเสียงจากข้างนอกมา แล้วก็มาเสียบ USB เข้าปับดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้ได้เลย เพื่อมา mix ให้เป็น 2 track ได้ง่ายๆ เลย ฟังก์ชั่นถัดมาที่จะทำให้คนทำ sound นั้นทำงานได้ง่ายขึ้นแล้วก็รวดเร็วมากขึ้น ก็คือ มันจะง่านในกรณีที่ไม่มีเวลา sound check มากเท่าไหร่นัก งานเร่งรีบอะไรแบบนี้ เราสามารถเข้าไปค้นหาเครื่องดนตรีต่างๆ ที่อยู่ใน library ที่อยู่ในเครื่องที่ได้ set มาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วมาเป็นตัวในการช่วยทำ sound check ได้ง่ายๆ เพียง 5 นาทีรับรองว่าทำ sound ได้ทันทีเลย มีเครื่องดนตรีค่อนข้างเยอะครับ ตั้งแต่ชุดกลองไปจนถึงเรื่องเป่า เครื่องสายต่างๆ มีครบเลย

   อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังหัดเล่นหรือหัดเรียนรู้เรื่องของการทำ sound ในเชิงลึกต้องแนะนำว่าไปเรียนมาบ้างสักนิดหนึ่งแล้วก็จะใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ที่เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่มารีวิวในตอนนี้ได้อย่างคร่องและคุ้มค่าทุกฟังก์ชั่นนะครับ ส่วนเรื่องราคาบอกเลยว่าประมาณ 17x,xxx บาทกันเลยทีเดียวครับ ค่อนข้างที่จะมีราคาก็ลองตัดสินใจซื้อกันได้สำหรับคนที่มีงบพอนะครับ

Review Harman Kardon Aura Studio Hi-Fi Bluetooth Speaker ลำโพงตั้งโต๊ะแนวใสๆ แบบแมงกะพรุน เสียงเยี่ยม ราคาหนักๆ

 

   ถ้าพูดถึงชื่อ Harman Kardon ก็คงต้องนึกถึงลำโพงในอีกหลายๆ แบรนด์ดังเลยทีเดียว เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์หลักของการสร้างชื่อเสียงทางด้านคุณภาพสินค้าที่เกี่ยวกับลำโพงมาอย่างยาวนาน เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ แล้วลำโพงที่เรานำมารีวิวกันในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะกับคนไทยมากขึ้นก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้มีลำโพงรุ่นหนึ่งจาก Harman Kardon รุ่น Aura ที่เปิดตัวมาเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยราคาประมาณ 15,000 อัพ แล้วไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะมีฟังก์ชั่นที่เยอะเกินไป ไม่ง่ายต่อการใช้งาน ในปี 2016 นี้ก็เลยมีลำโพงทีไม่มีแบตเตอร์รี่ ใช้ไฟเสียบใช้ในบ้านแบบตั้งโต๊ะ ในรุปเดียวกันนี่แหละครับ คือตัวนี้เลย Harman Kardon รุ่น Aura studio เปิดตัวออกมาขายในบ้านเรา ด้วยสเปคที่ว่าลดฟังก์ชั่นมาให้ใช้ง่ายขึ้น คุณภาพเสียงเหมือนเดิม แต่ราคาเบาๆ ลงมานิดหนึ่ง ดีไซน์ก็คล้ายเดิม แต่รายละเอียดแบบลึกๆ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปรีวิวกันเลยครับ

   ลำโพงบลูทูธตัวนี้มีกำลังขับอยู่ที่ 60 wrms ให้ความดังที่บอกเลยว่ากระหึ่มกันทั่วห้องหรือทั่วทั้งบ้านแน่นอน ด้านในของตัวลำโพงนั้นจะมีไดเวอร์เป็นลำโพงแบบ full range อัดแน่นมาถึง 6 ตัวอยู่ด้านใน แล้วก็มีลำโพง subwoofer ขนาด 4.5 นิ้วอยู่ด้านในอีก 1 ตัวด้วยกัน ฟังก์ชั่นที่ตัดออกไปจากรุ่นก่อนหน้านี้ อย่างแรกเลยการเชื่อมต่อแบบ optical และไม่สามารถเชื่อมต่อแบบ wifi ที่สามารถ connect กับเลาท์เตอร์ได้ หายไปไม่มีมาในรุ่นนี้ ต่อมาที่เห็นว่าไม่มีก็คือตัว volume ที่เป็นแบบสไลท์จะหายไป แต่จะมาเป็นปุ่มแบบแตะแทน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในรุนใหม่นี้คือ อย่างแรก มีไมค์โครโฟนในตัวสามารถกดปุ่มรับสายเรียกเช้าโทรศัพท์ได้ด้วย แล้วก็ดีไซน์รุ่นก่อนหน้านี้สีจะใสเหมือนแมงกระพรุน แต่รุ่นใหม่สีจะเป็นแนวรมควันนิดๆ ก็ดูสวยไปอีกแบบ ส่วนเรื่องของคุณภาพเสียง เรื่องของบุคลิกเสียงที่ได้นั้น ต้องบอกว่ายังคงเดิม เหมือนเดิมกับรุ่นก่อนหน้านี้ คือเรื่องของเสียงนั้นจะประมาณว่าเน้นเสียงเบสที่หนักหน่วง แนวเพลงที่เบสแน่นๆ แนว EDM แนว hippop แนวร็อค ได้หมดเลย โดยเฉพาะคนที่ชอบฟังแนวเพลง dance เหมาะเลยทีเดียว จัดปาร์ตี้ในบ้านเล็กๆ แอดมินว่าเอาอยู่ ในส่วนต่อมาเริ่มแกะกล่องมาดูด้านในจะเห็นว่าด้านในกล่องแพ็คมาอย่างดีเลย มีรังไข่ซับแรงกระแทกให้ด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะสั่งซื้อทางออนไลน์ตามเว็บต่างๆ ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องของเสียหาย ข้างในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งาน ใบรับประกัน แล้วก็มี AC Adapter แรงดันไฟ 19v 3A มาให้เสียบไฟบ้านกันด้วย แล้วก็สามารถใช้ได้ทั่วโลกเพราะว่ามีหัวแปลงปลั๊กไฟที่ไปใช้ในต่างประเทศมาให้ด้วย นอกนั้นก้ไม่มีอะไรนอกจากตัวลำโพง Harman Kardon Aura studio เลย มี 2 สีให้เลือกซื้อกันครับ มีสีขาว แล้วก็สีดำ

   มาดูที่ตัวลำโพงกันบ้าง ถ้ามองๆ ไปแล้วอาจจะไม่เห็นปุ่มกดต่างๆ เท่าไหร่ เพราะเป็นแบบ touch แตะเอานั้นเอง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่มเลื่อนเพลง แล้วก็ปุ่ม pair บลูทูธ เท่านั้นเอง อีกส่วนหนึ่งก็คือช่องเสียบไฟ แล้วก็ช่อง input 3.5 มม. มีแค่นี้เองสำหรับการเชื่อมต่อ หลักๆ ก็จะใช้ตัวบลูทูธนะครับ ส่วนกำลังขับก็จะแยกกันระหว่างตัวลำโพงเสียงกลางแหลมที่มีอยู่ 6 ตัวด้านในจะมีกำลังขับอยู่ที่ 30 wrms ส่วน subwoofer ที่อยู่ด้านล่างจะมีกำลังขับที่ 30 wrms ตัวเดียวเลยแน่นๆ ส่วนขนาดของลำโพงนั้นไมได้ใหญ่มากนะครับ สามารถโยกย้ายไปในส่วนต่างๆ ของบานได้หรืออุ้มใส่รถไปข้างนอกที่มีไฟไปได้ก็ยกได้สบายเลยครับ การเชื่อมต่อบลูทูธนั้นก็ไม่ได้ยากอะไร จะสังเกตว่าถ้ายังไม่เชื่อมต่อจะมีไฟ LED ที่ตรงบลูทูธจะกระพริบ แต่ถ้าเชื่อมต่อได้แล้วไฟจะติดค้างก็เล่นได้เปิดเพลงได้ ใช้เปิดดูหนังได้เหมาะเลย เสียงเบสหนักๆ ดูหนังบู้ได้สบายๆ เสียงปืน เสียงระเบิด ดูหนังรถแข่งนี่บอกเลยว่า จัดว่าเด็ด ครับ

   สำหรับลำโพงบลูทูธที่นำมารีวิวในครั้งนี้ ตัว Harman Kardon รุ่น Aura studio ก็มีราคาที่ปรับลดลงมาจากรุ่นแรกอยู่ประมาณ 4 พันบาท ราคากลางจะอยู่ที่ประมาณ 11,xxx บาท ถือว่าราคานี้กับแบรนด์อินเตอร์ระดับโลกที่คนเล่นลำโพงแบบนี้ได้ยิน ก็จะบอกว่าคุ้มค่านะครับ แต่ถ้าคนที่ไม่ได้เน้นแบรนด์ ไม่ได้เน้นต้องราคานี้อาจจะบอกว่าแพงก็ลองตัดสินใจกันดูว่าสเปคเท่านี้ ราคาเท่านี้ แบรนด์ไฮเอนด์แบบนี้ มันน่าสนหรือไม่