รีวิว Wiko Robby เวอร์ชั่น RAM 2 GB แรงกว่าเดิม เพิ่มแค่ 300 บาท

 

   สำหรับ Wiko แล้วก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีจุดเด่นของการทำตลาดสมาร์ทโฟนในบ้านเราที่เน้นเรื่องของฟังก์ชั่นตัวเครื่องที่ครบครัน สเปคระดับกลางๆ แต่ราคานั้นแค่รุ่นเริ่มต้น ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ขายของราคาประหยัด ซึ่งในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่แอดมินได้เตรียมมานั้น ก็เป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งเวอร์ชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมา จากตัว RAM 1 GB กลายเป็นตัว RAM 2 GB แต่เชื่อหรือไม่ว่า เพิ่มเงินแค่ 300 บาทเท่านั้นเอง ก็ได้ตัว RAM 2 GB ไปใช้งานแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็ยจุดขายที่ดึงลูกค้าให้มาสนใจ Wiko หรือเปล่าไม่ทราบ แต่ในการรีวิวครั้งนี้ จะไปทดสอบดูสิว่า รุ่นก่อนหน้านี้ที่เคยรีวิวไปตัว RAM 1 GB กับรุ่นที่พัฒนาต่อมานี้ จะมีความแตกต่างกันมากแค่ไหน กับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ Wiko Robby

   จุดเด่นอย่างแรกเลยที่สัมผัสได้กับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็คือ ตัวบอดี้นั้นเป็นโลหะ แล้วก็จะมีด้านหน้าที่เป็นลำโพงคู่ ที่ให้พลังเสียงในการเปิดเพลง ในการดูซีรีส์ ดู youtube ต่างๆ เนี่ยนะครับ ก็ทำให้พลังเสียหรือมิติเสียงที่ได้มานั้นมันไม่ธรรมดากว่ายี่ห้ออื่นๆ ที่ราคาใกล้เคียงกันแบบนี้นะครับ ความจุของแบตเตอร์รี่ก็อาจจะน้อยไปสักนิดหนึ่ง 2500 mAh แต่ก็สามารถใช้งานได้ปกติตลอดทั้งวันเช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อเปิดเข้าไปใช้งานในตัวเครื่อง ก็จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 6.0 M เรียบร้อยแล้ว สเปคคร่าวๆ แบบนี้ กับราคาที่เปิดตัวมาที่แอดมินเองก็สอบถามไปทาง Wiko ในบ้านเราแล้ว ว่าทำไมราคามันต่างกันแต่ 300 บาทเอง กับตัวที่เอ็น แรม 1 กับแรม 2 จิกเนี่ยนะครับ ตัวล่าสุดแรม 2 จิกกะไบท์นั้น เปิดตัวมาที่บ้านเราเพียงแค่ 3,790 บาทเท่านั้นเอง งบก็ไม่เกิน 4 พันบาท ได้สเปคแบบนี้ก็ต้องบอกว่าน้อยแบรนด์นักที่จะให้สเปคแบบนี้มา Wiko เองก็เป็นแบรนด์จากฝรั่งเศสนะครับ แต่ก็คาดว่าจะสั่งผลิตที่จีนเช่นเดียวกัน แต่ก็มีการควบคุมมาตรฐานอยู่แล้ว ฉะนั้น บางครั้งเราเอาการใช้งานเป็นหลักดีกว่านะครับ สมาร์ทโฟนราคาแพงๆ ก็พังได้เช่นกัน

   เมื่อทำการเทสตัวเครื่องด้วยแอป antutu แล้วก็ได้คะแนนอยู่ที่ประมาณ 23450 คะแนน ก็ถือว่าไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ อยู่ในระดับล่าง ตัวชิปประมาวลผลในตัวเครื่องก็เป็นตัว MTK 6580 วิ่งด้วยความเร็ว 1.3 GHz แบบ 4 แกนสมองเท่านั้น ตัวการ์ดจอก็ใช้ตัว Mali 400MP หน่วยความจำในตัวเครื่องก็ให้มาที่ 16 GB ให้ RAM 2 GB มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความคมชัดหน้าจอระดับ HD

   ทีนี้หลายคนมักจะเชื่อว่า การมีแรมเพิ่มขึ้นมา แล้วมันจะแรงขึ้น เร็วขึ้นแบบทันตาเห็นเลย บอกเลยว่ามันไม่ใช่นะครับ เพราะหน้าที่ของแรม มันคือหน่วยความจำชั่วคราวเท่านั้น แต่รอม มันคือหน่วยความจำสำรอง แต่ตัวเครื่องที่ทำให้แรงและเร็วจริงก็คงต้องไปดูที่ซีพียูแล้วล่ะครับ แต่ถามว่าการเพิ่มแรมมาเป็น 2 จิก นั้นดีหรือไม่ คำตอบคือมันดีแน่นอน ในกรณีที่เราเปิดแอปเอาไว้ซ้อนๆ กันหลายๆ ตัว แล้วทีนี้เราก็จะมาย้อนกลับมาเปิดแอปตัวแรกขึ้นมาใหม่ เหมือนกับการเรียกใช้ของเดิม ถ้าตรงนี้แรมเยอะ การเปิดแอปของเก่าขึ้นมาใหม่ ก็จะลื่นไหลดีมาก แต่ในส่วนของ Wiko Robby นั้น เมื่อเพิ่มแรมให้มาเป็น 2 จิก ก็ถือว่าดีต่อตัวเครื่องและการใช้งานหลายๆ แอปก็จะดีขึนด้วยนั้นเอง

   ต่อมาในส่วนของการเล่นเกมส์กันบ้าง เพื่อนๆ อาจจะสงสัยในใจว่าราคานี้ หน้าจอก็ใหญ่ดีนะ แล้วสีสันของหน้าจอแอดมินก็ค่อนข้างชอบและทำมาได้ดี ถ้าเราเอามือถือรุ่นนี้ไปเล่นเกมส์ยอดฮิตอย่างการจับโปเกมอน โก จะเล่นได้ไหม คำตอบคือ เล่นได้สบายๆ เลย แต่ตัวเครื่องอาจจะต้องพกแบตเตอร์รี่สำรองหรือเพาเวอร์แบงค์ไว้ด้วย เนื่องจากความจุแบตน้อยไปนิดหนึ่ง การเล่นเกมส์อื่นๆ ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ตัวเครื่องก็เล่นได้ แต่มันก็ไม่ได้เนียนตามากนัก แล้วก็ค่อนข้างที่จะหน่วงในบางช่วงด้วย แต่ที่ประทับใจคือเสียงลำโพงนี่แหละดังชัดเจนมากเลย

   เรื่องของกล้องก็ต้องชมเลยว่าในราคานี้ gadget สินค้าอินเทรนด์ประมาณนี้ มันมีการใช้งานที่ไม่อายใครเลยจริงๆ กล้องโดยรวมแล้วกล้องหลังดี แต่อาจจะไม่เนียนตามากนัก ฟังก์ชั่นการใช้งานอาจจะไม่มีให้เลือกปรับตั้งค่าในโหมดโปรเยอะมาก แต่ก็มีมาครบในการใช้งานทั่วไป กล้องหน้าก็พอจะเซลฟี่ได้สบายๆ มีโหมดบิวตี้ มีให้เลือกเป็นภาพมุมกว้างแบบเลนส์ wide ก็ได้ด้วย ใครที่กำลังหามือถือราคาประหยัดหรือเครื่องสำรอง ก็ลองไปทดสอบใช้งานกันได้

 

รีวิว Samsung galaxy J1 v. 2016 สมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้นจะดีหรือไม่

 

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่ติดตามการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเรามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านทาง 108plaza แล้วในการรีวิวตอนนี้แอดมินก็มีสมาร์ทโฟนรุ่นเก่าแต่นำมาปรับปรุงพัฒนาใหม่ในแบรนด์ของทาง Samsung galaxy J1 v.2016 นั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสมาร์ทโฟนราคาเบาๆ รุ่นเริ่มต้นแบบเน้นความประหยัดเงินในกระเป๋า แต่มันจะทำงานได้ดีแค่ไหน ต้องไปติดตามการรีวิวนี้พร้อมๆ กันกับเรา

   เรื่องของการดีไซน์ตัวเครื่องนั้น ก็ยังคงเน้นความเรียบง่ายอยู่คงเดิม เป็นตัวบอดี้ที่เป็นพลาสติกกึ่งด้านกึ่งเงา ทำให้ไม่ค่อยมีรอยนิ้วมือสักเท่าไหร่ น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 129 กรัม เท่านั้นเอง ก็ต้องบอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นเริ่มต้น ที่สามารถใช้งานได้ทุกอย่างที่เป็นการใช้งานพื้นฐาน มาพร้อมกับสเปคที่ตัวเครื่องก็คือ กล้องหน้าให้ความละเอียดแบบพอใช้งานได้ ไม่เปลอไม่มึด ความละเอียดอยู่ที่ 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 5 ล้านพิกเซล มีแฟลดซ์ LED พร้อมกับระบบออโต้โฟกัส กล้องทั้งคู่มีค่า f/2.2 เท่ากัน ตัวหน้าจอมีขนาด 4.5 นิ้ว ขนาดเล็กกำลังพอดีต่อการพกพาอย่างมาก พร้อมกับสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ของทาง Samsung ก็คือหน้าจอที่สีสันสดใสในสไตล์ AMOLED แต่ก็ถือว่าเป็นจอที่ยังไม่ได้คมชัดมากสักเท่าไหร่ ส่วนสเปคด้านในตัวเครื่องก็จะมาพร้อมกับชิปประมวลผลเป็น Quad core 4 แกนสมอง แล้วก็จะมาพร้อมกับ ROM 8 GB RAM 1 GB แบบเบาๆ ให้พอใช้งานทั่วไปได้ ก็ต้องบอกว่าสเปคโดยรวมนั้น ถือว่าใครที่จะมองหาสมาร์ทโฟนสักเครื่องหนึ่ง ที่ไม่ได้แพงมาก แต่อยากได้แบรนด์ที่ติดตลาด มีรอมที่ดี มีการใช้งานแบบว่าเอามาใช้เป็นเครื่องสำรอง หรือ ใช้สำหรับงานทั่วไป โทรเข้า โทรออก มีการใช้เข้าเว็บบ้างเล็กๆ น้อยๆ เล่นเกมส์บ้างนิดหน่อย เล่นโซเชียลบ้าง แต่ด้วยหน้าจอขนาดเล็ก ก็อาจจะไม่ค่อยถนัดกับคนมีอายุเยอะๆ สักเท่าไหร่ เพราะตัวหนังสือมันอาจจะเล็กไปนิด อาจจะไม่เต็มตาสักเท่าไหร่

   เทสด้วยแอปบน antutu ไปแล้วก็ได้คะแนนมาที่ประมาณ 21590 คะแนนเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นรุ่นเริ่มต้นแต่ไม่ได้แย่มากในเรื่องการใช้งานทั่วไปนะครับ จุดเด่นอย่างแรกเลยที่เราพบได้จากการใช้งาน ก็คือจะมีฟี่เจอร์ประหยัดพลังงานแบบ ultra saving mode มาให้ได้ใช้งานกัน ก็ใครที่ติดสมาร์ทโฟน ก็สามารถใช้โหมดนี้เล่นได้ทั้งวันแบบสบายๆ เลย แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนมักจะถามว่า สมาร์ทโฟนราคาไม่ได้แพงถึงระดับเรือธงแบบนี้ มันเป็นรุ่นเริ่มต้นเท่านั้นเองแบบนี้ จะใช้งานได้มากแค่ไหน เล่นเกมส์โหดๆ ไปเลยได้ไหม คำตอบคือเล่นได้แต่ไม่ได้เล่นได้เนียนตา ลื่นไหลมากนัก เรื่องของเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ก็จะมีอาการหน่วงๆ อยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เคยเจอว่าใช้เกมส์หนักๆ มาเล่นแล้วจะเด้งออกหรือไม่รองรับ ใครที่อยากได้มาจับโปเกมอน โก ก็ยังถือว่าเล่นได้ดีเลยทีเดียว แต่ก็อย่างที่บอกไป ด้วยความจุที่ไม่ได้มากนัก ด้วยตัวแรมที่น้อย มันอาจจะมีค้างบ้างถ้าเราเปิดค้างไว้หลายๆ แอปซ้อนกัน แล้วก็กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้งหนึ่ง บางทีอาจจะจำค่าเดิมเอาไว้ไม่ได้ ขอสรุปแบบนี้แล้วกันว่า ถ้าใครที่ไม่จริงจังเรื่องเกมส์มากนัก แต่บางครั้งเราอาจจะอยากเล่นเกมส์หนักๆ โหดๆ บ้าง ตัว galaxy J1 v.2016 รุ่นนี้ก็สามารถเล่นได้แบบที่ว่าพอจะแก้ขัดได้บ้าง

   ถัดมาก็เป็นการใช้งานในส่วนของความบันเทิงทั่วไป อย่างเช่น การดูหนัง ฟังเพลง ดู youtube ต้องบอกเลยว่าด้วยหน้าจอที่มีความคมชัดแบบที่ไม่ขี้เหร่ เรียกได้ว่าจอค่อนข้างสวยเลยทีเดียวเนี่ยนะครับ แล้วก็เรื่องของเสียงลำโพงที่ได้จากตัวเครื่อง ก็ไม่ถือว่าขี้เหร่เช่นกัน เพราะว่ามีเสียงที่ดังดีมาก ชัดเจน แต่อาจจะขาดมิติของเสียงแหลมไปบ้าง เสียงในย่านต่ำๆ ก็อาจจะไม่ดีนักเท่าไหร่ แต่เสียงกลางก็ชัดเจนดี ดังนั้น ทำให้การดูคลิปวีดีโอ ดูซีรี่ส์ แล้วก็รวมไปถึงการใช้เล่นเกมส์ในช่วงต้น เล่นติดต่อกันมานานๆ ตัวเครื่องก็ยังไม่ร้อนมากนัก แล้วก็ทำได้ดี ลื่นไหลแบบไม่ทำให้รำคาญแต่อย่างใด

   แต่ก็ต้องเน้นย้ำว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ มันไม่เหมาะกับคนที่เคยใช้สมาร์ทโฟนเรือธงมาก่อน ที่ลื่นไหลเอามากๆ แล้วมาใช้สมาร์ทโฟนเริ่มต้นที่บางครั้งอาจจะหน่วงๆ บ้าง ต้องรอมันบ้างแบบนี้ อีกอย่างด้วยความจุของแบตเตอร์รี่ก็แค่เพียง 2050 mAh ใครที่ติดสมาร์ทโฟนมากๆ มันอาจจะไม่ตอบโจทย์ก็ได้ แต่ใช้ระหว่างวันแบบปกติเปิดบ้างเพื่อเช็คโซเชียล ก็จะสามารถใช้งานได้

Review JBL Clip ลำโพงบลูทูธขนาดพกพาที่พร้อมจะเป็นเพื่อนที่รู้ใจของคุณ

 

สวัสดีคะในบทนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องเครื่องขยายเสียงกัน ทุกคนทุกท่านพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องขยายเสียงในที่นี้ลักษณะทั่ว ๆ ไปของมันเป็นอย่างไรแต่นั่นอาจเป็นภาพเก่า ๆ ที่คุณเคยได้เห็นมาในอดีตปัจจุบันเครื่องขยายเสียงเหล่านี้ถูกพัฒนาให้มีหลากหลายรูปแบบ และถูกพัฒนาและสร้างสรรค์มาให้เข้ากับการใช้งานของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกสบายและง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหนได้แบบไม่เกะกะ เครื่องขยายเสียง หรือที่เรียกกันอีกอย่างนึงว่า “ลำโพง” ได้ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในยุคปัจจุบันที่กลายมาเป็น ลำโพงระบบบลูทูธ คือระบบที่ว่านี้คือระบบเชื่อมต่อไร้สายกับอุปกรณ์อย่างเช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ลำโพงบลูทูธ มีหลายรุ่นหลายขนาดตามท้องตลาดของสินค้าไอที ที่เราอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว

   สินค้าอินเทรนด์ที่เราจะนำมารีวิวในวันนี้ คือ ลำโพงบลูทูธขนาดเล็กจาก JBL มาแนะนำเป็นตัวเลือกให้คุณ ๆ สำหรับคนที่อยากจะตัดสินใจซื้อลำโพงบลูทูธขนาดเล็กในราคาที่ไม่หนักมาก สักตัว สำหรับครั้งนี้ JBL ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นลำโพงบลูทูธเข้ามาสู้เป็นลำโพงขนาดเล็กสะดวกกับการพกพา ในราคาพันต้นๆ ที่มีชื่อเรียกว่า JBL Go และก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย คุณภาพเสียงที่ออกมานั้น ให้มาแบบครบถ้วนและดีมาก ๆ เสียงดังฟังชัด ในความรู้สึกแรกที่ฟังก็รู้สึกพอใจในคุณภาพเสียงที่ออกมาเทียบกับลำโพงที่มีขนาดเล็กเพียงเท่านี้ เบสที่ให้มาแบบพอดีคำไม่มากไม่น้อยจนเกินไปและยังรู้สึกได้ ไม่แตกต่างกับเสียงกลาง ๆ ได้อย่างชัดเจน ในช่วงที่เปิดเสียงดัง ๆ แม้ยืนอยู่ในระยะห่างไกลออกมาจากตัวลำโพง รายละเอียดเสียงยังคงชัดเจน ไม่ขาดหาย ถ้าเปิดในห้องเล็ก ๆหรือห้องนอนก็คงไม่ใช่ปัญห ในเรื่องของเสียงและความคมชัดของเสียงอย่างแน่นอน ส่วนรูปทรงของตัวลำโพงเป็นลักษณะทรงกลม มีคลิปสำหรับไว้หนิบกับอะไรก็ได้สำหรับพกติดตัวเวลาเดินทางหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น วัสดุของตัวลำโพงเป็นลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ให้ความรู้สึกว่าทนทานแข็งแรง มีช่องไว้สำหรับใส่สายคล้องคอ หรือสายอื่น ๆ ที่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ตามใจต้องการและแล้วแต่การพกพาสำหรับการทำร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ตัวของลำโพงเป็นเป็นทรงสี่เหลี่ยม ขนาด 4.2 x 3.5 x 1.7เซนติเมตรพกพาสะดวก รูปแบบดูคงทนแข็งแรง และมีน้ำหนักเพียง 150 กรัมเท่านั้น Spec ตัวแปลงสัญญาณคุณภาพสูง 40 mm แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion-polymer สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้ถึง 5 ชั่วโมงใช้เวลาในการรีชาร์จแบตเตอรี่ 2 ชั่วโมงรองรับและเชื่อมต่อผ่านแจ๊คขนาด 3.5 mm. ด้านบนมีปุ่ม เปิด-ปิด,ปุ่มรับสายโทรศัพท์ และปุ่มเชื่อมต่อการใช้งานผ่านระบบ Bluetooth 4.1 และสามารถใช้รับสายโทรศัพท์ พูดคุยสนทนาผ่านตัวลำโพงได้ ปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง, และปุ่มรับสายโทรศัพท์ ส่วนด้านหลัง จะเห็นเป็นส่วนของที่เก็บสาย AUX ขนาด 3.5 mm ที่ติดมากับตัวลำโพงเลยไว้สำหรับ เชื่อมต่อลำโพง ผ่านช่อง Aux in ขนาด 3.5 mm แบบไม่ต้องใช้ระบบบลูทูธ ถัดมาเป็นช่อง microUSB สำหรับชาร์ทไฟ และรูลำโพงสำหรับใช้งานพูดคุยโทรศัพท์ เป็นลำโพงบลูทูธขนาดเล็กอีกรุ่นที่แนะนำเหมาะสำหรับเวลาเราไปเที่ยว ปิกนิกหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆมี JBL Go พกติดตัวไปสร้างความบันเทิงในกิจกรรมนั้น รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ประสิทธิภาพ ด้วยความที่ตัวลำโพงมีความเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ แต่ไม่ได้มีกำลังที่น้อยกว่าเดิม แน่นอนว่ามาแบบเดิมคือไม่สามารถปรับ EQ จาก Smart Phone ได้ กำลังเสียงถือว่า เบสหนักพอประมาณ และเสียงใสกิ๊กและก็ให้เสียงที่ OK ถ้าเสียงตัวมันเองเร่งสุดจะไม่ดัง แต่ถ้าปรับทุกอย่างให้สุดมันดังมากและเสียงไม่แตกอีกตางหาก

   

   สรุปคือ JBL Clip เป็น ลำโพงที่ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายแต่ให้เสียงที่หนักแน่นมากและยังสามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องของการเคลื่อนที่ได้อย่างลงตัวสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางหรือทำกิจกรรมไปด้วยฟังเพลงไปด้วย ถือเป็นสินค้าอินเทรนด์ที่น่าซื้อหามาไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก และกับราคาของมันที่ 2490 บาท ซึ่งไม่ได้แพงมากสำหรับคุณภาพที่ได้รับ ถือว่าคุ้มค่า ถึงแม้คู่แข่งทางตลาดจะมีรูปร่างที่ยังอาจจะไม่โดนเท่า หรือขนาดอาจจะเล็กกว่า แต่ JBL Clip เป็นลำโพงที่ขนาดพอดีมือ เป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของลำโพงรุ่นนี้ และด้วยระดับเสียงที่หนักพอสมควร ถ้าสำหรับใครที่ชอบเสียงแบบใสต้องทำใจและหาตัวอื่นจะดีกว่า ข้อดีคือราคา กลาง ๆ ไม่แพงมาก ระบบเสียงเบสหนักแน่น มีสายเสียบลำโพงโดยตรง รองรับระบบเชื่อมต่อแบบ Bluetooth และสามารถรับสายได้โดยตรง และมีน้ำหนักไม่มาก

รีวิว Steelseries Siberia 350 USB Gaming Headset หูฟังแบบ 3 มิติ มีระบบเสียง DTS X ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับคนชอบเล่นเกมส์


   มาเอาใจคอเกมส์ขาโหด ที่ลำโพงแบบธรรมดาทั่วไป หูฟังแบบธรรมดาทั่วไป ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นแบบ 3 มิติ ต้องเป็นแบบ 7.1 ch เท่านั้น ที่จะแยกเสียงมาทางซ้าย มาทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ศัตรูอยู่ตรงไหน แค่ได้ยินเสียงก็เดาทิศทางออก อะไรแบบนั้น มันเกิดมาเพื่อการเล่นเกมส์อย่างดียิ่งจริงๆ แน่นอนว่าคุณสมบัติของตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้ มันไม่มีแค่นี้แน่ๆ ไปติดตามรายละเอียดแบบเจาะลึกกันเลย

   จุดเด่นของหูฟังตัวนี้ก็เป็นระบบเสียงแบบ 7.1 เป็นแบบ 3 มิติ ที่คมชัดทุกย่านเสียงเลยทีเดียว แน่นอนว่าคอเกมส์ทุกท่าน ถ้ามีหูฟังรุ่นนี้ ก็จะค่อนข้างที่จะได้เปรียบคู่ต่อสู้ เพราะจะได้รู้ว่าศัตรูเดินอยู่ตรงไหน ลื่นไถลพื้นทรายเสียงดังอยู่ตรงไหน ทิศทางใด เรารู้ได้ก่อนใครโดยไม่ต้องใช้แผนที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยอื่นใด เจ๋งไหมล่ะครับ ซึ่งชื่อรุ่นของมันเต็มๆ เลยเนี่ย จะเรียกว่า steelseries Siberia 350 7.1 RGB คำว่า RGB นั้นมันหมายถึงว่า ตรงบรเวิรหูฟังจะมีไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนสีสันให้ดูสวยงามแล้วก็ดูเป็นหูฟังแบบเกมส์มิ่ง เกียร์ ได้อย่างดีเลยทีเดียว การปรับเปลี่ยนสีของไฟที่หูฟัง เราสามารถเปลี่ยนสีได้จากซอฟต์แวร์ที่ให้มาเป็นการลง driver ที่มีมาให้ในกล่องอยู่แล้ว ก็เรียกได้ว่ามันดูเป็นหูฟังที่เกิดมาเพื่อสายเกมส์มิ่งอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

   ที่นี้มาดูเรื่องของสเปคตัวหูฟังรุ่นนี้กันบ้างนะครับ ตัว driver หรือว่าตัวลำโพงนี่นะครับ จะสามารถรองรับย่านความถี่ได้กว้างมากๆ กว้างแบบชนิดที่ว่าต่ำสุดๆ ไปถึงสูงสุดๆ ได้สบายๆ เลย เป็นหูฟังที่น้อยตัวนักที่เราจะหาสเปคแบบนี้ได้ ก็คือจะรองรับย่านความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-28kHz กันเลยทีเดียว ย่านต่ำเนี่ยเราไม่แปลกใจอะไร เพราะรุ่นดีๆ บางรุ่นก็ทำได้ถึง 20Hz แต่ย่านแหลมนี่สิครับ ปกติจะได้แค่ 20kHz เท่านั้น แต่ตัวนี้ได้ถึง 28kHz ซึ่งเป็นเสียงแหลมที่คมฟริ้ง มันมันไม่เหมาะกับการเอาไปฟังเพลงแน่ๆ เพราะว่ามันแหลมเกิน แต่พอนำมาเล่นเกมส์ ปลายเสียงแหลมมันเป็น 3 มิติ ดังนั้น มันให้เสียงที่คล้ายๆ กับเราไปอยู่ในโรงหนังเลย มันมันเดาทิศทางเสียได้ชัดเจนมากเลย

   สำหรับตัวหูฟัง Siberia 350 ตัวนี้ก็จะมีสีและรูปแบบของหูฟังให้เลือกอยู่ก็จะมีสีขายแบบมีเงาๆ ปนมาบ้าง ดูสวยงามเหมือนกับรูปด้านบน แล้วก็จะมีสีดำที่ตัดลายด้วยไฟ RGB เช่นกัน ในบ้านเราก็จะมีขายแค่นี้ แต่ในต่างประเทศก็จะมีสีอื่นๆ ที่วางขายแล้ว เห็นในรูปเพื่อนๆ อาจจะคิดว่ามันใหญ่ มันหนัก จะสวมใส่สบายหรือเปล่า เล่นเกมส์นานๆ จะหนักหัว หนีบหัวมั้ย คำตอบคือ ไม่เลย การออกแบบของมัน จากตัวสวมด้านบน มีน้ำหนักเบา เพราว่าเป็นลวดสปริง ที่มาคล้องเอาไว้กับตัว driver ทั้งสองด้าน แอดมินก็ได้ทดสอบใช้งานมาแล้วสักประมาณเกือบๆ 2 สัปดาห์แล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้หนีบหัวเรามากเกินไป เอาง่ายๆ ว่าการออกแบบมาก็ค่อนข้างใช้งานได้ดีเลยทีเดียว ตรงบริเวณ driver ด้านขวา จะมีไมค์โครโฟนที่ซ่อนเอาไว้อยู่ สามารถดึงเข้า ดึงออกมาใช้งานได้ แล้วก็จะมีปุ่มตัดเสียงไมค์ที่ตรงบริเวณก้านไมค์ด้วย สำหรับเอาไว้เพื่อการพูดคุยกับเพื่อนข้างๆ เวลาที่เราจะเอาไว้พูดคุย วางแผนการเล่น เพื่อนหรือคนที่เล่นอยู่ทีมตรงข้ามเราก็จะได้ไม่ได้ยินเสียงที่เราพูดเข้าไมค์นั้นเอง เมื่อได้สวมหูฟังไปแล้ว ด้านในของที่ครอบหูเรา ออกแบบมาให้มีความนุ่มที่ไม่ได้แข็งมาก แล้วก็ไม่ได้อ่อนมาก เป็นหนังหุ้มด้วยโฟมเอาไว้ เมื่อครอบหูแล้ว จะไม่ค่อยได้ยินเสียงภายนอกเลย ได้ยินเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บางทีคุณแม่เรียก แฟนเรียก หรือคนอื่นเรียกเรา อาจจะไม่ได้ยินตอนที่เล่นเกมส์อยู่ก็ได้ อาจจะโดนดุเอาง่ายๆ นะครับ แต่ถ้าถามว่าฟังก์ชั่นแบบนี้ดีไหม ดีเลย เพราะเสียงจะได้ยินชัดเจนในด้านในตัว driver เท่านั้น เสียงภายนอกจะไม่รบกวน ทำให้เสียงที่ได้ยินก็ชัดเจนดี

   ตัว drive ที่อยู่ด้านในก็มีขนาด 50 มม. สำหรับค่า SPL – 1kHz อยู่ที่ 102 dB ถือว่าความดังแบบนี้ มันไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วก็จะมีตัว volume control อยู่ที่ชุดสายเลย ปรับความดังเบาได้ตามต้องการ สายก็มีความหนา ทนทานดี แต่หัวแจ็คจะไม่ใช่ 3.5 นะครับ แต่จะเป็นแบบ USB ที่เสียบปุบก็ไม่ต้องลอง driver ใดๆ ก็เจอเลย ใช้งานได้เลย คอเกมส์มิ่งคนไหนที่ชอบ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ก็ลองๆ ไปหาดูตามร้านไอทีชั้นนำทั่วไปได้เลย ราคาก็อาจจะสูงสักนิดหนึ่ง แต่เมื่อแรกกับคุณภาพก็ถือว่าน่าลอง

รีวิว SanDisk iXpand Flash Drive for IOS ตัวช่วยเก็บความข้อมูลสำหรับ IOS รุ่นใหม่ล่าสุด แก้ปัญหาข้อมูลในเครื่อง iPhone เต็ม

 

สาวก IOS หรือ สาวก Apple ทั้งหลายโปรดมาอ่านทางนี้ 108plaza รีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้มีทางออกสำหรับคนที่บ้าหอบฟาง เก็บข้อมูลเยอะๆ ทั้งรูปภาพ ทั้งเพลง ทั้งข้อมูล ไฟล์หนัง ซีรีส์ต่างๆ เอาไว้บน ipad , iphone ของคุณ ปัญหาที่เจอก็คือจะถ่ายรูปเมื่อไหร่ก็จะแจ้งเตือนว่าพื้นที่เก็บหน่วยความจำเต็ม หรือ จะนำข้อมูลต่างๆ มาเก็บไว้ในเครื่อง ก็แจ้งเต็ม ต้องลบของเก่าออกไปแบบนี้ ปัญหานี้จะหมดไปถ้ามีตัวช่วยแบบนี้

 

   สิ่งที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้มันคือ SanDisk iXpand Flash Drive นั้นเอง เป็นตัวที่เราเรียกว่า แฟลส์ไดช์ทั่วไปที่เราเคยใช้กันนี่แหละครับ ซึ่งคนทั่วๆ ไปที่เคยใช้ตัวแฟลส์ไดซ์ก็จะมีพอร์ดเป็น USB เอาไว้เสียบกับคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คอะไรแบบนี้ การใช้งานของตัว iXpand ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่มันแค่เปลี่ยนฟังก์ชั่นให้สามารถมาใช้ร่วมกับตัว IOS ทุกรุ่น ทุกตัวได้แล้วแค่นั้นเอง

   ถ้าเพื่อนๆ เคยติดตามการรีวิวของเรามาเรื่อยๆ จพอทราบว่า SanDisk เองก็เคยผลิตตัว iXpand มาแล้วหนึ่งรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่ แล้วเวลาที่จะใช้งานก็ต้องนำไปชาร์จไฟด้วย แต่พอมาในรุ่นล่าสุด SanDisk เองก็คิดใหม่ ทำใหม่ ให้มันสามารถใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย มีขนาดที่เล็กลง น่าใช้กว่าเดิม โดยตัว ixpand ด้านหน้าจะมีพอร์ด USB 3.0 ให้สามารถเอาไปเสียบใช้งานได้จากคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คทั่วไปได้ โดยตัว iXpand ก็จะมีขนาดที่ยาวกว่าตัวแฟลส์ไดซ์ทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ส่วตรงปลายอีกด้านหนึ่ง ก็จะมีพอร์ด lighting ที่เอาไว้เสียบเข้ากับตัว ไอโฟน ของเราปกตินี่แหละครับ ซึ่งถ้ามองถึงการใช้งานทั่วไป มันก็คือตัว แฟลดส์ไดซ์ดีๆ นี่เอง แต่ความพิเศษที่ตัว SanDisk เองเพิ่มเติมขึ้นมาให้ในตัว iXpand รุ่นนี้ก็คือ สามารถเก็บไฟล์ลับไว้ในโฟลเตอร์เพื่อตั้งรหัสผ่านเข้าใช้งานได้อีกด้วย เป็นการตั้งโฟลเตอร์ลับที่แถมมาให้ตัว ixpand ของทาง SanDisk ที่แถมให้มาเลย ใครที่มีความลับเยอะๆ ก็น่าใช้งานมากเลยทีเดียวครับ อันนี้แอดมินไม่ได้ชี้ช่องทางนะครับ เพียงแค่ว่าบอกถึงคุณสมบัติพิเศษๆ เท่านั้นเอง

   เมื่อบอกถึงคุณสมบัติเบื้องต้นรวมไปถึงการใช้งานกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงคราวที่พูดถึงรายละเอียดการใช้งานกันบ้าง ในเรื่องของความง่าย ความสะดวกในการใช้งานก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว แต่มันไม่สำคัญเท่ากับว่าการใช้งานที่อ่านและเขียนข้อมูลมันจะเร็วหรือไม่ นี่สิสำคัญ ซึ่งแอดมินก็ทำการทดสอบแล้วเรียบร้อย ก็ถือว่าผ่านครับ ทำงานได้ดี ทั้งการบันทึกข้อมูลจากตัวเครื่องเข้าไปที่ตัว iXpand ก็ทำได้ในเวลาที่วัดออกมาแล้วคือ 42 Mb/s แต่ถ้าเสียบตัว iXpand เพื่อให้อุปกรณ์ IOS ของเราอ่านข้อมูลเท่านั้น ก็สามารถทำเวลาได้รวดเร็ว อ่านข้อมูลได้รวดเร็วมากถึง 90 Mb/s เลยทีเดียว ก็สรุปง่ายๆ ว่าแค่อ่านข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้รวดเร็วดี แล้วก็การโยกย้ายข้อมูลจากตัวเครื่องลงไปหรือจากตัว iXpand มายังตัวเครื่อง ก็สามารถใช้งานได้รวดเร็วเช่นกันครับ

   แต่การใช้งานบนอุปกรณ์ IOS นั้นจะต้องดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า iXpand Drive มาติดตั้งเอวในตัวเครื่องก่อนนะครับ จากนั้นเราก็ทำการเสียบ iXpand ไปที่พอร์ด lighting จากนั้นตัวแอปก็จะเด้งขึ้นมาบนหน้าจอทันทีเลย บนตัวแอปก็จะมีให้เลือกใช้งานอยู่หลากหลายรูปแบบ อย่างแรกเลย copy ไฟล์ไปมาระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 ตัวนี้ได้ พูดง่ายๆ ว่าโยกข้อมูลไปมาได้ ต่อมาก็สามารถเปิดภาพ เปิดไฟล์วีดีโอ ฟังเพลงได้ทันที่โดยไม่ต้องโหลดลงเครื่อง ถัดมาก็จะสามารถสั่งให้ backup รายชื่อ เบอร์โทรต่างๆ จากในเครื่องมาใส่ไว้ใน iXpand นี้ได้ ฟังก์ชั่นอีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ สามารถนำรูปใน facebook,instragram ก็สามารถโหลดมาเก็บไว้ใน iXpand ได้เช่นกัน

   แต่ต้องบอกเลยว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ เมื่อไหร่ที่เป็นอุปกรณ์เสริมของทาง Apple แล้ว สิ่งแรกที่น่าตกใจคือราคาครับ มันไม่เคยมีอะไรที่ขายมาให้ใช้ได้กับ IOS จะมีราคาถูกสักอย่างหนึ่ง นี่มันคือความเศร้าใจของสาวกแอปเปิลมากเลย ราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น 16 GB อยู่ที่ 1,990 บาท แล้วก็ไปจบอยู่ที่ 128 GB ในราคา 5,490 บาท โอ้ว.. แม่เจ้า ซื้อแฟลดส์ไดซ์อันเดียว เดี่ยวนี้ขายทั่วไปแค่ร้อยกว่าบาท พอมาอยู่บน IOS ปาเข้าไปหลายพันเลย โชคดีที่แอดมินไม่ได้ใช้ IOS นะครับ เพื่อนๆ คนไหนที่เป็นสาวกก็ลองไปหาซื้อดูกันได้เลย

รีวิว Huawei Y6II สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ กล้องหน้าก็ไม่ธรรมดาในราคาแบบไทยๆ 6,000 มีทอน

 

   หลังจากที่ Huawei รุกตลาดสมาร์ทโฟนในบ้านเราไปสำเร็จและฮือฮาอย่างมากกับเทคโนโลยีกล้องคู่อย่าง Huawei P9 เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดก็บุกตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอีกครั้งด้วย gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เว็บไซต์ 108plaza ของเราจะนำมารีวิวกันในตอนนี้เลย นั้นก็คือ สมาร์ทโฟนรุ่น Huawei Y6II

   ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาจากในซีรีส์เดิมก็คือตัว Huawei Y6 แล้วก็มาเป็นตัว Huawei Y6II รุ่นที่แอดมินนำมารีวิวกันในตอนนี้ มาพร้อมกับสเปคก็คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 5.5 นิ้ว ก็เป็นขนาดหน้าจอที่ถือว่ากำลังพอดีในช่วงนี้ ที่ผู้คนทั่วไปก็อยากจะใช้งานกันแบบเต็มตาและก็ถือว่าพกพาง่ายด้วยความบางความเบาของตัวเครื่องนั้นเอง ถัดมาก็เป็นความคมชัดของหน้าจอระดับ HD เมื่อได้จับตัวเครื่องแล้วก็รู้สึกว่างานประกอบก็แน่นหนาดี แต่เสียดายที่เป็นตัวบอดี้พลาสติกที่เปิดฝาหลังออกมาได้ ในตัวเครื่องก็จะรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด แล้วก็รองรับการใช้งาน 4G LTE ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้ต่างหากมากถึง 128 GB กันเลยทีเดียว แต่ถึงแม้ว่าฝาหลังเป็นพลาสติก ก็ถือว่าทำมาได้ดี สีสันที่ทำออกมาก็ถือว่ามีคุณภาพ ขอบตัวเครื่องก็เป็นแบบขอบโลหะ ดีไซน์ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ภาพพจน์ของมือถือจีนที่ดูแล้วไม่น่าใช้เลย ต้องบอกเลยว่าแบรนด์ Huawei เองก็เป็นระดับอินเตอร์แบรนด์ที่ทำสมาร์ทโฟนออกมาได้ค่อยข้างดี แต่ก็ต้องบอกว่าราคาก็น่าจะอยู่ในระดับ 5 พันบาทขึ้นไปก็จะสามารถใช้งานได้ดีหน่อยนะครับ พูดง่ายๆ ว่าคุณภาพก็ตามราคาอะไรแบบนั้น จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็คือ มาพร้อมกับกล้องหลังที่ 13 ล้านพิกเซล แล้วก็กล้องหน้าที่ 8 ล้านพิกเซล ค่า f/2.0 ทั้งคู่เลย เมื่อเปิดเครื่องเข้ามาก็จะรู้สึกแปลกๆ สักนิดหนึ่งสำหรับตัวแอดมินเองที่ไม่ได้ใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei มาเนี่ยนะครับ เพราะว่า UI ของ Huawei เองนั้นจะแตกต่างจากมือถือทั่วไปอยู่เหมือนกัน แต่พอใช้งานไปสักพักหนึ่ง ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ก็ต้องปรับความรู้สึกการใช้งานกันสักนิดหนึ่งเท่านั้นเอง

   เมื่อเราทดสอบด้วยแอป antutu กันแล้ว ก็จะได้คะแนนอยู่ที่ 29889 ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ ค่อนไปทางล่างสักนิดหนึ่ง ตัวหน้าจอก็เป็นแบบ IPS ที่แสดงผลออกมาก็ไม่ถือกับว่าขี้เหร่ แต่มันก็อาจจะไม่ได้สดเหมือนจากทางฝั่งเกาหลีเค้า ก็ดูๆ แล้วการแสดงผลก็ได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้ผิดเพี้ยนอะไร ซึ่งในตัวเครื่องก็จะเป็นซีพียูของทาง Huawei เองก็เป็น Kirin 620 วิ่งด้วยความเร็ว 1.2 GHz Octa-core ความจุของแบตเตอร์รี่ให้มาที่ 3000 mAh ก็ถือว่าใช้งานได้สบายๆ ใน 1 วัน เพราะตัวเครื่องไม่รองรับการชาร์จไว

   การใช้งานทั่วไป เรืองของการเข้าเว็บไซต์ที่เป็นเบราเซอร์ต่างๆ รวมไปถึงการใช้งานเพื่อเล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นใน facebook , instragram แล้วก็ในช่องทางอื่นๆ แบบทั่วไปที่ใช้งานกันเนี่ยนะครับ ผลการทดสอบมาประมาณสัก 1 สัปดาห์ ก็ต้องบอกเลยว่าใช้งานได้ดี ถึงแม้ว่าสเปคจะดูแล้วไม่ได้หวือหวาสักเท่าไหร่ แต่การใช้งานทั่วไปต้องบอกว่าลื่นไหลดีเลยทีเดียว

   มาดูในส่วนของการเล่นเกมส์กันบ้าง แน่นอนว่าราคากลางๆ 5-6 พันบาทแบบนี้ ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจครับกับการเล่นเกมส์ ซึ่งแอดมินทดสอบการเล่นเกมส์ fifa 16 , Nova 3 หรือแม้แต่เกมส์ Pokemon GO เนี่ยไม่ต้องพูดถึงครับ เล่นได้สบายๆ อยู่แล้ว แต่เกมส์ที่บอกไปช่วงต้น ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ ครับ แต่เนื่องด้วยหน้าจอที่มันได้แค่ HD เท่านั้น ภาพที่ได้มันอาจจะไม่ได้เนียนตา ไม่ได้แรงเท่ากับราคาหลักหมื่นนะครับ แต่ถามว่าซื้อมาแล้วเล่นได้ไหม คำตอบคือเล่นได้ เอาอยู่ แต่ก็อย่างที่บอกไป ถ้าไม่จริงจังกับเกมส์สักเท่าไหร่ เล่นบ้างเป็นครั้งคราวก็ถือว่าตอบโจทย์ครับ เพราะว่าเครื่องไม่ร้อนด้วย ในส่วนของคุณภาพเสียงลำโพง ผลการทดสอบก็คือ ให้ระดับกลางๆ แล้วกัน เสียงมีความดังดีมาก แต่เรื่องมิติเสียง เรื่องชิปเสียงยังทำมาไม่ได้ดีมากนัก แต่อย่าลืมว่าราคาอย่างที่บอกไปนะครับ ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

   จุดเด่นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่รีวิวไม่ได้เลยใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ ก็คือเรื่องของกล้องหน้า มันถ่ายออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว คาดว่าน่าจะเหมาะกับสาวๆ ที่ไม่ชอบแต่งหน้า แต่อยากจะได้กล้องที่แต่งหน้าได้จากในกล้องแบบไม่ต้องพึ่งแอป ใน Huawei Y6II รุ่นนี้สามารถเลือกได้เลยว่าจะทำแก้มชมพู ทำขอบตา เขียนคิ้ว เลือกได้เลยทีเดียว มันเหมาะกับการเซลฟี่ การถ่ายวีดีโอทั้งกล้องหน้าและหลังก็จะได้ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD กันเลยทีเดียว โดยรวมๆ แล้วมันเป็นสมาร์ทโฟนในราคาประหยัดที่ไม่ต้องถึงกับหลักหมื่นก็เล่นกับมันได้สนุกๆ ก็มีเข้ามาวางขายในบ้านเราแล้ว ลองไปหาทดสอบเล่นกันได้ตามร้านค้าชั้นนำนะครับ

รีวิว Xiaomi mi max สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ 6.44 นิ้ว สเปคเทพ กล้องแจ่ม แบตอึด แค่นี้จะเอาอะไรอีก

 

   ใครที่กำลังหาสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ๆ หรือใครที่กำลังจะหา Tablet สักหนึ่งเครื่องที่หน้าจอ 7 นิ้ว อยู่ตอนนี้ ต้องบอกเลยว่าหลายท่านจะต้องหันมามองสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่พอๆ กับ Tablet แต่เรียกว่า Phablet แต่มันได้อะไรที่คุ้มค่ามากกว่า Tablet แน่นอน ไปรีวิว Xiaomi mi max กันเลย

   ต้องบอกเลยว่าหลังจากที่ได้ทดสอบใช้งานกันมาเบื้องต้นเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาแล้วนั้น อย่างแรกเลยทีสัมผัสได้ กล้องเทพ เครื่องลื่น เล่นเกมส์ได้ หน้าจอสวย แบตก็นาน หน้าจอก็ใหญ่ คือต้องบอกเลยเดี่ยวนี้สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนก็มีอะไรดีๆ มาให้ได้ใช้งานกันค่อนข้างเยอะ แล้วก็ราคาไม่ได้แพงด้วย ก็แค่หมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง เป็นอะไรที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ได้ติดแบรนด์ ว่าต้องเป็นแบรนด์ผลไม้ แบรนด์ ss อะไรแบบนั้นนะครับ ซึ่งตัวสมาร์ทโฟน mi max เครื่องนี้ต้องบอกว่าหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.44 นิ้ว แต่มันจับหรือสัมผัสแล้วไม่ได้รู้สึกว่าใหญ่มากมายจนพกยากแต่อย่างใด เพราะตัวเครื่องนั้นมีความบาง ขอบจอที่บาง ข้างหลังตัวเครื่องก็จะมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับไฟแฟลดซ์แบบทูโทน แล้วก็จะมีลำโพงอยู่ด้านล่าง ดีไซน์ก็ต้องบอกว่าสวยดีเลยทีเดียว

   ในเรื่องของชิปประมวลผลนั้นใช้เป็น snapdragon 650 การ์ดจอเป็น Adreno 510 ซึ่งต้องบอกว่าใครต้องการตัวแรงกว่านี้ จะมีรุ่นที่เป็นรุ่น Pro ออกมาขายด้วย จะแรงกว่านี้อีก แต่รีวิวรุ่นล่างก็ถือว่าแรงพอสมควรแล้วนะครับ ซึ่งเรื่องของสเปคต้องบอกว่าดีเลยทีเดียว แต่เน้นการใช้งานที่จะรีวิวก็คือ อย่างแรกการใช้งานเบื้องต้น การเข้าเว็บ ท่องเน็ต เล่นโซเชียล บอกเลยว่าไหลลื่นดีมาก แล้วก็การ touch screen ก็ถือว่าแตะแล้วติดมือดีไม่น้อยเลย คือต้องบอกเลยว่ามันอเนกประสงค์ดีจริงๆ นะครับ กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/2.0 ทั้งคู่ กล้องหน้าก็ยังเป็นเลนส์ wide ด้วยให้มุมถ่ายภาพที่กว้าง เซลฟี่ได้สะใจ ให้มุมที่กว้างถึง 85 องศา ให้แรมมา 3 จิก แบตความจุ 4850 mAh ก็ถือว่ามันใช้งานได้ยาวๆ ทั้งวันทั้งคืน แล้วก็ทะลุไปข้ามวันเลย ก็ยังไม่หมด แต่ถ้าเล่นกันยาวๆ ก็ 1 วันเต็มๆ อยู่ได้สบายเลย

   แน่นอนว่าหลายคนซื้อสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้มา 6.44 นิ้ว อย่างแรกเลยที่คาดหวังและต้องการจะได้มาใช้งานก็คือ เรื่องของการเล่นเกมส์ มันต้องเล่นเกมส์ได้สะใจ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องของสเปคที่ถือได้ว่าเป็นตัวล่างสุดในรุ่นแล้วเนี่ยนะครับ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เล่นเกมส์ได้ไหลลื่นจนชนิดที่บอกว่าลื่นหัวแตกกันไปเลย ว่ากันง่ายๆ ในการเล่นเกมส์ก็ touch ได้ติดมือ ภาพเนียนตา ไม่สะดุด ไม่หน่วง เล่นเกมส์กราฟฟิกหนักๆ เอาอยู่ ไม่ต้องยกตัวอย่างเกมส์นะครับ เอาเป็นว่าหนักๆ จริงๆ ก็เล่นได้ แต่ถ้าไม่สะใจ ลองไปดูรุ่นที่เป็น snapdragon 652 RAM 4 GB ราคาก็จะแพงกว่านิดหนึ่ง แน่การันตีเลยว่าลื่นจริงๆ ในการเล่นเกมส์นะครับ ส่วนของเสียงลำโพง ก็ให้มาแค่ตัวเดียวด้านล่าง แต่เสียงก็ดังใช้ได้เลย เล่นเกมส์ก็สนุก แต่จะให้ครบรสก็ลองไปหาหูฟังเทพๆ สักตัวหนึ่งมาใช้งานเพิ่มเติม ก็จะช่วยให้เล่นเกมส์ได้สนุกยิ่งขึ้น การสัมผัสหรือ multi touch บนหน้าจอได้ทั้งหมด 10 จุด นอกจากนั้นก็จะมีเข็มทิศมาให้ด้วย สามารถที่จะใช้ GPS ได้ ใช้นำทางได้ เรื่องของการดาวน์โหลดก็ทำได้ใน play store ได้ปกติเลย

   เรื่องที่สำคัญเลยที่ต้องรีวิวกันใน gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็คือเรื่องของกล้องนั้นเอง ก็คือเราย้ำกันอีกครั้ง การใช้งานทั่วไปไหลลื่น เล่นเกมส์ดี เสียงลำโพงดี แต่ไม่ถึงกับดีมาก หน้าจอสวยแต่อาจจะไม่สวยเท่าจอ LED ที่มันจะสดกว่านิดหน่อย ก็แล้วแต่ความชอบของบุคคลนะครับ ถัดมาก็คือเรื่องกล้องกันบ้าง ก็ต้องบอกว่า Xiaomi เป็นแบรนด์ระดับ inter นะครับ เพราะฉะนั้นกล้องก็ถือว่าไม่ธรรมดา จุดเด่นเลยกล้องหน้าโฟกัสได้ไว แตะปับติดเลย นอกจากนั้นก็จะมีโหมดต่างๆ ทั้ง HDR บิวตี้ และอื่นๆ แต่ในโหมดโปรจะปรับได้แค่ค่าไวท์บาลานและ ISO เท่านั้นในกล้องหน้า ส่วนกล้องหลังก็จะเช่นเดียวกันคือโฟกัสติดเร็ว มีความสวยงามที่อยู่ในระดับดี คือเอาง่ายๆ ว่าถ้าไปซื้อแท็บเล็ดราคาหมื่นต้นๆ เชื่อว่ายังไม่มีตัวไหนที่ให้กล้องหน้าและกล้องหลังที่ดีเท่านี้เลย เพราะฉะนั้น มันก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกแล้วกันสำหรับคนที่อยากได้แท็บเล็ดสักตัว แต่ตัวนี้มันคือสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจเลย ส่วนสเปคโดยละเอียดนั้นก็สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ xiaomi ได้เลยนะครับ

รีวิว Samsung Galaxy C Series สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวแล้วในจีน

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ที่จะมารีวิวในตอนนี้เป็นสมาร์ทโฟนค่ายยักษ์ใหญ่ทางฝั่ง Android อย่าง Samsung ที่ในช่วงปลายเดือน มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนน้องกลางใน Series C ขึ้นมาใหม่ 2 รุ่นด้วยกัน ก็มีการเปิดตัวในประเทศจีน แต่คาดว่าจะเข้ามาไทยหรือไม่นั้น ก็คงจะยากสักนิดหนึ่ง เพราะคนไทยอาจจะต้องรอเปิดตัว Galaxy Note 7 เลยทีเดียว ใน C series นี้อาจจะไม่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา แต่อย่างไรแล้วก็ต้องติดตามกับทาง Samsung ประเทศไทยดูอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่การรีวิวของเราในครั้งนี้เราบินตรงกันไปที่จีนเลย เพื่อไปสัมผัสกับสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ ระหว่างตระกูล J และ ตระกูล A นั้นคือตระกูล C ทั้งสองรุ่นนี้ครับ

   Samsung Galaxy C5 และ C7 นี่คือสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวและวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีน ก็ต้องบอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น ซัมซุง เอาไว้อยู่ มองแวบเดียวก็จะรู้ว่าเป็นแบรนด์นี้นะครับ แต่เรื่องของสเปคและดีไซน์ตัวบอดี้นั้น ค่อนข้างจะเน้นในตลาดกลางและตลาดบนสักนิดหนึ่ง มาพร้อมกับสเปคที่ไม่ได้แรงมากมายอะไรนัก แต่ก็สามารถเล่นเกมส์ได้อย่างไม่น่าห่วงมากนัก รวมไปถึงเรื่องกล้องที่ยังคงเน้นมาที่ค่า f น้อยๆ เพื่อให้กล้องนั้นดีทั้งด้านหน้าและหลัง รวมไปถึงหน้าจอที่เป็นเอกลักษณ์ที่เป็นแบบ super amoled รวมไปถึงบอดี้ที่เป็นแบบโลหะทั้งตัว ก็ถือว่าน่าสนใจ ใครที่ไปเมืองจีนก็อาจจะหิวมาใช้งานก็ได้เช่นกัน

   มาดูรายละเอียดเกี่ยวกับสเปคของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นกันเลยดีกว่า เรื่องของขนาดหน้าจอนั้น C5 จะอยู่ที่ 5.2 นิ้ว C7 จะมีขนาดหน้าจอที่ 5.7 นิ้ว ความคมชัดก็อยู่ที่ Full HD เท่ากันทั้ง 2 รุ่น ในเรื่องของความละเอียดกล้องหลังจะอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล f/1.9 และ กล้องหน้าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล f/1.9 เช่นกัน กล้องหน้าเป็นเลนส์ wide ด้วย ก็ทำให้เรื่องของการเซลฟี่นั้นหายห่วงเลยทีเดียว ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มีสเปคกล้องที่เท่ากันด้วยนะครับ แต่แอดมินคิดว่าเมื่อได้ไปลองจับๆ มาแล้วด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าของตัว C7 ก็อาจจะทำให้กล้องหน้านั้นน่าใช้งานมากกว่านะครับ แต่โดยรวมแล้วเนี่ย ต้องบอกเลยว่าเอกลักษณ์ของกล้อง ซัมซุง ที่มีคววามสด แล้วก็ค่อนข้างสว่างเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย ก็ใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่น่าสนใจและถ้าเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ก็คงขายดีไม่น้อยเลยทีเดียว ในเรื่องกล้องถือว่าเยี่ยมเลยทีเดียวครับ

   สำหรับสเปคภายในของ C5 และ C7 นั้นจะมาพร้อมกับซีพียูที่เป็นตัว snapdragon 617 แบบ 8 แกนสมอง แล้วก็จะมาพร้อมกับ RAM 4 GB ส่วนหน่วยความจำที่เปิดตัวมาให้เลือกในแต่ละรุ่นย่อยนั้น จะมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นย่อยคือ รุ่นที่มี ROM 32 GB และ ROM 64 GB นั้นเอง แต่ในตลาดเมืองจีนจะเน้นไปที่ตัว 64 GB มากกว่า แต่ภายในตัวเครื่องของทั้ง 2 รุ่นหลักนี้ ก็จะสามารถเพิ่ม micro sd card ได้สูงสุดที่ 128 GB เช่นกัน สำหรับการรองรับการใช้งานเครือข่ายนั้น ก็สามารถรองรับ 2 ซิมการ์ดแบบนาโนซิม แล้วก็รองรับ 4G LTE ดังนั้น ถ้าใครที่หิวเข้ามาใช้งานในบ้านเรา ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถใช้งานได้เหมือนกันนะครับ เรื่องของราคานั้นก็อย่างที่บอกว่าในเมืองจีนจะวางตำแหน่งทางการตลาดเอาไว้ที่ตัวกลางระหว่างตระกูล J กับ A ดังนั้น ราคาของตัว C5 ที่เมืองจีนก็จะอยู่ที่ราคาประมาณ 1 หมื่นต้นๆ แล้วก็ตัว C7 นั้นจะอยู่ที่ราคา 1 หมื่นกลางๆ ในด้านของความจุแบตเตอร์รี่ก็อยู่ที่ 3300 mAh ในตัว C7 และ 2600 mAh ใน C5 ส่วนทั้งสองรุ่นก็จะมี NFC มาให้ใช้งานกันด้วย

   ในส่วนของภาพตัวอย่างสินค้าของเรา 2 ภาพด้านบนก็จะเป็นตัว C5 ส่วนภาพล่างสุดก็จะเป็นตัว C7 นั้นเองนะครับ ใครที่ชอบมือถือหน้าจอใหญ่ๆ นิดหนึ่ง เพื่อความคมชัดในการมองหน้าจอที่เต็มอื่ม ก็อาจจะชื่นชอบตัว C7 แต่ใครที่เน้นความสะดวกสบายในการพกพาก็มองไปที่ตัว C5 แต่ทั้งสองรุ่นนี้ ที่แอดมินสะดุดตาคือ การดีไซน์ด้านหลัง ต้องบอกว่ามันไปแอบเหมือนกับคู่แข่งทางฝั่ง IOS บ้างเล็กน้อย ก็ถือว่าสวยงามดีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องลุ้นกันสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าสมาร์ทโฟนที่นำมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ มันจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราหรือไม่ อันนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับทางซัมซุงประเทศไทยด้วย

รีวิว Samsung Galaxy A9 Pro สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ 6 นิ้ว 4G ทั้ง 2 ซิม แบตอึด เล่นเกมส์นานสะใจ

 

   ก่อนที้ตะทักี่เปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง galaxy note 7 อีกไม่นานนี้ แต่ทาง Samsung เองก็มีสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ ที่น่าใช้งานอีกหนึ่งรุ่นมาเปิดตัวและทำตลาดในบ้านเราอย่างเงียบๆ ในชื่อรุ่นว่า Samsung galaxy A9 Pro ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ที่สุดใน A series ตอนนี้ก็ว่าได้ ต้องบอกเลยว่าใครที่ชอบหน้าจอใหญ่ๆ ต้องหันมามองอย่างแน่นอน กับการรีวิวของเรา 108plaza ในครั้งนี้

   นี่คือ gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เราจะรีวิวกันในตอนนี้ เรียกว่าดีไซน์ตัวเครื่องถ้าคนที่ชอบหน้าจอใหญ่ๆ เนี่ยต้องบอกว่ามันสวยงามเลยทีเดียว ถ้าตามศัพท์เทคนิคแล้วก็ต้องเรียกสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ว่าเป็น phablet แล้วก็ได้นะครับ เพราะมาพร้อมกับสเปคก็คือขนาดหน้าจอ 6 นิ้ว หน้าจอเป็นแบบ Super AMOLED ความคมชัดระดับ Full HD ด้านข้างก็จะมีช่องใส่ซิม รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแล้วก็สามารถใช้ 4G LTE ได้ทั้ง 2 ซิมด้วย กล้องหน้าให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลดช์ ที่ปุ่ม home ก็จะสามารถสแกนลายนิ้วมือได้ด้วย ด้านบนตัวเครื่องก็จะสามารถเพิ่ม micro sd card ได้ด้วย ด้านในตัวเครื่องนั้นก็ให้ความจุของแบตเตอร์รี่มามากถึง 5000 mAh อีกด้วย ก็ถือว่าใช้งานกันได้ยาวๆ ไปเลยทีเดียว แต่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนแบตได้นะครับ ในด้านของสเปคภายใน จะมาพร้อมกับชิปประมวลผลที่เป็น snapdragon 625 Octa-core 8 แกนสมอง วิ่งด้วยความเร็ว 1.8 Ghz ก็เรียกได้ว่าให้สเปคมาเท่านี้ ความแรงนั้นให้มาเพียงพอกับการใช้งานเลยทีเดียว ซึ่งถ้าใครที่เน้นความบันเทิง เล่นโซเชียล youtube ท่องเว็บ เปิดโน้น นี่ นั้น ไปพร้อมๆ กันมันตอบโจทย์ในด้านของความเป็นหน้าจอใหญ่ แล้วก็เล่นแบบ multi window คือเล่นแบบ 2 หน้าจอไปพร้อมๆ กันได้อย่างดีเลยทีเดียวครับ การใช้งานก็ไหลลื่นดีเลยทีเดียว ในเรื่องของเสียงลำโพงนั้นความดังไม่ต้องห่วงเลย ให้ลำโพงที่มีความดังพอสมควร แล้วก็มิติเสียงจะไปทางแนวกังวานดีด้วย ให้อารมณ์เหมือนฟังเพลงในฮอล์ใหญ่ๆ ประมาณนั้น ก็ถือว่าในด้านความบันเทิงทั่วไปก็ตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน

   เมื่อเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่แบบนี้ คอเกมส์หลายคนก็คงอยากจะทราบกันแล้วว่ามันเล่นเกมส์ได้ดีหรือไม่ ต้องบอกเลยว่าเกมส์ทั่วไป เกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ก็หายห่างเลยทีเดียว ด้วยสเปคที่ค่อนข้างแรง แต่ก็ไม่ได้แรงจนถึงที่สุด ก็ทำให้มันเล่นเกมส์ได้ดีเลย แต่อาจจะมีบางช่วงที่เป็นเกมส์ที่กราฟฟิกขั้นเทพจริงๆ ก็ทำให้มีช่วงที่หน่วงบ้างหรือว่าสะดุดบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นบ่อยนักนะครับ แต่แนะนำว่าถ้าคอเกมส์จ๋าๆ ที่เน้นเกมส์อย่างเดียวเลย อาจจะยังไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่นักนะครับ

   ในส่วนของกล้องกันบ้าง ต้องบอกเลยว่าแบรนด์ Samsung นั้นไม่ค่อยทำให้เรานั้นผิดหวังกับเรื่องของกล้องสักเท่าไหร่ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนที่มีราคาตั้งแต่ 7 พันบาทขึ้นไป ส่วนมากจะดีหมดนะครับ แล้วในรุ่น A9 pro ตัวนี้ก็เช่นกัน ก็มีความคมชัดทั้งในส่วนของกล้องหลังเองก็มีทั้งโหมดออโดต้หรือว่าโหมดโปรมาให้ได้ใช้งานกัน การถ่ายในที่แสงน้อยก็ทำได้ดีเลยทีเดียว กล้องหน้าก็สามารถที่จะเซลฟี่ได้ เป็นเลนส์ wide ด้วย สามารถที่จะใช้ถ่ายในมุมกว้างได้ดี แถมยังหน้าจอใหญ่ ก็จะเก็บภาพได้ค่อนข้างกว้างอีกด้วย ในส่วนของเราราคาที่ตอนนี้เอง Samsung ได้เปิดตัวและวางจำหน่ายกันแล้วในร้านค้าชั้นนำทั่วไปเนี่ยนะครับ จะอยู่ที่ 15,xxx บาท อย่างไรถ้าใครที่ชอบความสามารถในการใช้งานที่เน้นหน้าจอใหญ่เป็นหลักเนี่ย ต้องลองไปมองๆ หาดู แล้วก็ลองไปสัมผัสกันดูได้นะครับ

   ก่อนจะจากลากันไป ในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้กับตัวสมาร์ทโฟน Samsung galaxy A9 Pro ก็มาสรุปข้อดีกันสักหน่อยว่ามันมีอะไรบ้างที่เป็นจุดเด่นเลย ที่ทำให้เรานั้นเลือกซื้อได้ตรงใจก็คือ อย่างแรก เป็นมือถือที่รองรับ 4G ได้ทั้ง 2 ซิม ก็คงจะตอบโจทย์คนที่ชอบเดินทางบ่อยๆ หน้าจอใหญ่ 6 นิ้ว มองเห็นชัดเจนเต็มตา ใครที่ดูซี่ร่ส์ ก็ชัดเจน แบตอึดด้วย ก็การใช้งานประมาณ 2 วันได้สบายๆ ถ้าใช้งานปกตินะครับ การใช้งานทั่วไปก็ค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว แต่ข้อเสียก็คืออาจจะไม่ได้เป็นสเปคที่แรงมากนัก การเล่นเกมส์ คอเกมส์สายโหด อาจจะยังไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ ต้องรอเรือธงรุ่นต่อไปที่เตรียมจะเปิดตัวมา กล้องมีความสดของภาพค่อนข้างดีเลยทีเดียว ถือว่าคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่เพื่อนๆ เข้าไปทดสอบด้วยตัวเองก่อนที่จะซื้อมาใช้งานกันยาวๆ นะครับ

 

รีวิว Electro-Voice EVID S44 ลำโพงที่จะสร้างมิติใหม่ทางด้านเสียงเพลงให้กับร้านกาแฟ ร้านอาหารได้เป็นอย่างดี

 

   มีเพื่อนๆ หลายคนถามเข้ามาว่า ตอนนี้มีร้านกาแฟเปิดใหม่ของตัวเอง เป็นร้านเล็กๆ หรือว่าร้านใหญ่ๆ ก็ตามแต่ หรือ บางคนก็มีร้านอาหารที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ของตัวเองอยู่ แต่อยากจะได้ลำโพงดีๆ สักหนึ่งตัว เพื่อที่จะเอาไปสร้างบรรยากาศทางด้านเสียงเพลงแบบพอมีมิติที่ครบ ทั้งเสียงที่ชัดเจน เสียงที่หนักแน่น มีครบเลย แล้วก็สามารถสร้างระบบเสียงที่มันดังได้ครอบคลุมทั่วทั้งร้าน แอดมิน 108plaza พอจะมีแนะนำหรือมีรีวิวบ้างหรือไม่ ก็มีเพื่อนๆ ถามเข้ามาแบบนี้กันเยอะ ก็เลยจัดให้เลยในการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ เป็นลำโพงที่เหมาะกับร้านอาหาร ร้านกาแฟ มากที่สุดเลย แล้วก็เป็นแบรนด์ลำโพงที่เป็นระดับ Hi-end เลยทีเดียว แต่ราคาก็จะค่อนข้างสูงสักนิดหนึ่ง ซึ่งใครที่ต้องการแบบราคากลางๆ ก็คงต้องไปอ่านในตอนต่อไป แอดมินก็จะพยายามหามารีวิวให้มาหลากหลายที่สุดนะครับ

   ที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้คือ Electro-voice รุ่น EVID S44 นั้นเอง ถือว่าแบรนด์นี้เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงทางด้านการทำลำโพงและเครื่องเสียงมายาวนานเลยทีเดียว ตัวเครื่องนั้นจะเห็นได้ว่ามันมีลำโพงตัวใหญ่ๆ อยู่ 1 ตัว แล้วก็มีลำโพงเล็กๆ อยู่มากถึง 4 ตัวด้วยกัน ก็คือลำโพงตัวใหญ่ๆ ตรงกลางจะเป็นลำโพงที่ให้เสียงต่ำหรือเสียงแบบ subwoofer หรือเสียงเบสนั้นเอง แล้วลำโพงตัวเล็กๆ อีก 4 ใบก็จะให้เสียงกลางแหลม ซึ่งความสามารถในการให้กำลังเสียงที่ต้องบอกว่ามันเหมาะกับร้านที่มีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ได้หมดเลย เพราะด้านหลังของภาคขยายในลำโพงตัวนี้สามารถที่จะเลือกปรับกำลังวัดด์ได้ จะเอาความดังเบาได้ตามขนาดร้านเลยทีเดียว

   ตัวลำโพง subwoofer นั้นมีขนาด 8 นิ้ว แล้วก็ลำโพงกลางแหลมนั้นมีขนาด 2 นิ้ว 4 ตัว การใช้งานของลำโพงชุดนี้ถูกผลิตมาเพื่อความง่าย การใช้งานที่ง่ายๆ ด้วยความง่ายอย่างแรกเลย ลำโพงชุดนี้สามารถใช้งานได้กับเพาเวอร์แอมป์แบบใดก็ได้ ทั้งแบบ Low Ohm ที่มี 8 ohm หรือ 16 ohm ก็ได้ ก็คือเพาเวอร์แอมป์ที่มีวางขายทั่วไปในท้องตลาดนั้นเอง แล้วก็สามารถเลือกเลือกแถบการกินกำลังวัดด์ได้ตั้งแต่ 12.5w 25w 50w 100w ได้หมดเลย นั้นหมายความว่า ถ้าร้านเล็กๆ ก็เอาเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังวัดด์น้อยๆ มาเป็นภาคขยายก็ได้ ถ้าร้านใหญ่ๆ ต้องการความดังที่มากสักนิดหนึ่ง ก็ไปหาเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ มาใช้ก็ได้เช่นกัน ซึ่งลำโพงชุดนี้สามารถที่จะตอบสนองความถี่ตั้งแต่ย่านความถี่ต่ำที่ 42Hz-20kHz กันเลยทีเดียว ความดังสูงสุดที่ลำโพงตัวนี้ทำได้ก็คือ 114 dB ถือว่าดังมากๆ เลยนะครับ ในส่วนถัดมาเป็นการกระจายเสียงของลำโพงกันบ้าง ตัวลำโพงเบสสามารถที่จะกระจายเสียงให้หูของทุกคนได้ยินเสียงแบบรอบตัวหรือที่เรียกทางศัพท์เทคนิคว่า omnidirectional แต่ถ้าเป็นลำโพงตัวเล็กๆ เป็นเสียงกลางแหลมทั้ง 4 ใบนั้น จะสามารถกระจายเสียงในทางแนวนอนได้กว้าง150 องศา แล้วก็แนวตั้งได้ 150 องศาเช่นเดียวกัน แต่แอดมินมีข้อแนะนำสักนิดหนึ่ง สำหรับใครที่ซื้อลำโพงชุดนี้ไปแล้วหรือมีลำโพงรุ่นอื่นๆ ที่ใช้อยู่ แล้วรู้สึกว่ากำลังเสียงมันยังดังไม่พอ อยากให้ดังกว่านี้อีกสักนิดหนึ่ง วิธีการง่ายๆ ที่ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเครื่องเสียงชุดใหม่ ก็คือ ให้เอาลำโพงอัดเข้าไปมุมห้อง ทำมุม 45 องศากับตัวห้อง มันจะได้ความดังเพิ่มขึ้นมาจากสเปคเดิมอีก 9 dB โดยไม่ต้องเสียเงินเลย ลองไปทำกันดูนะครับ

   สำหรับการติดตั้งนั้นก็ไม่ได้ยากอะไร ก็จะมีสายลำโพงที่เชื่อมต่อมาให้ในกล่อง จะเป็นสายแบบที่ต้องขันน็อตยึดที่ให้มาด้านหลัง ยึดเข้าไปกับตัวสายลำโพง แล้วก็ติดตั้งได้โดยวางมุมอย่างที่บอกไปว่าการกระจายเสียงของลำโพงนั้นมันมีมุมที่กระจายเสียงอย่างไรบ้าง ก็ออกแบบเสียงในร้านของตัวเองได้เลย ให้เสียงนั้นกระจายทั่วร้าน แล้วก็แยกลำโพงกลางแหลมที่ให้มาทั้ง 4 ใบไปตามมุมต่างๆ ของร้าน ก็จะช่วยให้เสียงนั้นได้ยินแบบมีมิติมากขึ้นหรือว่าเป็นระบบ surround มากขึ้นนั้นเองนะครับ

   ใครที่สนใจใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ ก็ลองไปหาซื้อได้ตามร้านจำหน่ายเครื่องเสียงและลำโพงชั้นนำได้เลย แต่ราคาก็อย่างที่บอกไปว่าแบรนด์ electro-voice นั้นเป็นแบรนด์ต่างประเทศที่มีความเป็น inter brand อยู่พอสมควร ดังนั้นราคาก็อาจจะไม่ธรรมดาบ้างก็ลองไปหาสืบราคากันได้นะครับ ร้านไหนดี ร้านไหนจัดโปรถูกๆ ก็ลองไปหาลองฟังเสียงกันได้ แต่ต้องบอกว่าคุณภาพเสียงของเขานั้นดีจริงๆ