รีวิวกล้อง 360 องศา Samsung Gear 360 vs LG 360 Cam ตัวไหนดีกว่ากัน ข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร

 

   ยุคนี้คนนิยมกันมากเลยเกี่ยวกับ gadget ที่เป็นกล้องถ่ายภาพ หรือ แว่นตา 360 องศา ที่เรียกว่าว่น VR นั้นเอง ดังนั้น เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ไปจัดการจับเอาอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่สามารถใช้ร่วมกับภาพที่เป็นมุมมอง 360 องศามาให้เพื่อๆ ได้ติดตามกัน แล้วที่พิเศษกว่านั้นคือ เราจะเอามา Battle กัน คือเอามาเปรียบเทียบกันถึง 2 ตัว 2 รุ่น 2 ค่ายที่มีการเปิดตัวมาในต่างประเทศในช่วงเดียวกันและกำลังจะนำเข้ามาขายในบ้านเราเร็วๆ นี้ด้วย สิ่งที่แอดมินพูดถึงอยู่นั้นมันคือ gadget 2 ตัวนี้เลย กล้อง 360 องศาจาก Samsung gear 360 และ LG 360 Cam นั้นเอง ทั้งสองรุ่นนี้จะมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร แล้วหาเพื่อนๆ จะซื้อมาใช้งานจะต้องตัดสินใจซื้อรุ่นไหนดีกว่ากันถึงจะคุ้มค่าที่สุด มาติดตามกันเลย

   ต้องบอกกับเพื่อนๆ แบบนี้ก่อนในเบื้องต้นว่า เรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานของกล้อง 360 องศาของทั้งสองรุ่นที่นำมา Battle หรือมาเปรียบเทียบกันนี่นะครับ มันมีการใช้งานที่เหมือนกัน คือ อย่างแรกมีกล้อง 2 ตัว ด้านหน้า ด้านหลัง แบ่งการเก็บภาพแบบด้านละ 180 องศา เหมือนกัน จะเก็บภาพเป็นวงกลมที่ครบทุกมุมมองเช่นกัน สามารถที่จะถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง แล้วก็วีดีโอ เช่นกัน เรื่องของรูปทรง กล้องของ Samsung จะใหญ่กว่านิดหน่อย กล้อง LG จะมีขนาดเล็ก พกพาง่ายกว่านิดหนึ่ง กล้องทั้งคู่จะมีขาตั้งหรือขาจับเล็กๆ ที่เอาไว้ถือกล้องถ่ายได้เช่นกัน แล้วก็สามารถเปลี่ยนขาตั้งกล้องยี่ห้ออื่นๆ ที่ใหญ่ ที่ตั้งได้สูงกว่านี้เช่นกัน นี่คือในส่วนของรูปทรงและการใช้งานทั่วไปจะแตกต่างกันตรงนี้

   แต่ในส่วนของสเปคนั้นค่อนข้างต่างกันชัดเจน เพราะตัวกล้องของทาง Samsung จะมีความคมชัดกว่า สเปคของการถ่ายภาพนิ่งนั้นจะสามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดที่ 30 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอ ความคมชัดสูงสุดที่ระดับ 4K เลยทีเดียว แต่กล้องของทาง LG จะด้อยกว่านิดหนึ่ง คววามสามารถในการถ่ายภาพนิ่งจะได้ที่ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล แต่ถ้าถ่ายวีดีโอจะได้ความคมชัดแค่ระดับ 2K เท่านั้นเอง นื่คือความแตกต่างจุดแรกที่หลายคนต้องตัดสินใจกันเอาว่าอยากจะได้กล้องที่ความละเอียดเยอะๆ แค่ไหน ซึ่งแอดมินก็แนะนำว่าต้องใช้กล้องที่ความละเอียดเยอะๆ สักนิดหนึ่ง เพราะภาพแบบ 360 องศาก็คือภาพจะยึดออกอยู่แล้ว ถ้ากล้องความละเอียดน้อยๆ ภาพก้จะแตก จะเบลอได้ง่ายๆ นั้นเองนะครับ แต่ถามว่าความละเอียดที่ LG ให้มาในกล้องตัวนี้เพียงพอกับกล้อง 360 องศาหรือไม่ คำตอบก็คือเพียงพอแล้วนะครับ แต่ถึงแม้ความละเอียดจะน้อย แต่ในกล้องของ LG ก็งัดไม้เด็ดมาสู้คือมีระบบไมค์โครโฟนเพื่อบันทึกเสียงมาให้มากถึง 3 ตัว แล้วก็เป็นระบบเสียงแบบ 5.1 audio คือเรื่องของการบันทึกวีดีโอ ระบบเสียงจะเข้ามาในตัวกล้องมากถึง 5 ช่องทาง นั้นหมายความว่า เมื่อเวลาเอาไฟล์จากกล้อง LG ตัวนี้ไปตัดต่อ จะได้เสียงที่มีมิติรอบทิศทางคล้ายกับเราอยู่ในโรงหนังเลย เรียกว่าได้ทั้งภาพและเสียงที่รอบทิศทางนั้นเอง แต่กล้องของทาง Samsung เองก็ยังคงเป็นระบบเสียงแบบ stereo แบบ 2 ข้างแยกซ้ายขวาอยู่นั้นเอง

   จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่กล้อง LG ทำไม่ได้แต่ Samsung ทำได้ก็คือมีระบบกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก ดังนั้น gear 360 กล้องตัวนี้สามารถเอาไปถ่ายใต้น้ำ ไปทำกิจกรรมที่ลุยๆ ได้แบบไม่ต้องกลัวว่ามันจะพังง่าย ตกน้ำก็ไม่เป็นอะไร แต่เรื่องของการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนั้นจะแตกต่างกันตรงที่ LG 360 cam จะสามารถเชื่อมต่อโดยผ่านแอปได้จากสมาร์ทโฟนทางฝั่ง Android ได้ทุกรุ่น ทุ่กยี่ห้อ แต่ IOS เชื่อมต่อไม่ได้นะครับ แต่กล้องของทาง Samsung gear 360 ก็จะสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้แค่ S7 , S7 edge เท่านั้น ที่จะเชื่อมต่อกับกล้อง 360 ของทาง Samsung ตัวนี้ได้ ดังนั้น ถ้าหลายๆ ท่านไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน 2 รุ่นนี้ของทางซัมซุง มันก็จะอยากในการดูภาพแล้วก็ถ่าย เนื่องจากตัวกล้องไม่มีหน้าจอ อาศัยจินตนาการแล้วก็กดถ่ายไปเลย เป็นภาพมุมกว้าง แล้วก็จะโยกย้ายไฟล์ภาพหรือวีดีโอจากในตัวกล้องมาอัพขึ้นโซเชียลก็ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง ต้องถอดเมมโมรี่มาเข้าคอม หรือ ใช้อุปกรณ์ OTG อื่นๆ มาเชื่อมต่อแทน แต่ถ้าใช้กล้อง LG ก็จะสามารถเห็นภาพที่เราจะถ่ายได้ทันทีและดึงภาพขึ้นโซเชียลได้เลยทันทีเช่นกัน

   ก้ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เป็นกล้อง 360 องศา แบบนี้นั้นมันมีอีกหลายๆ ยี่ห้อที่ผลิตขึ้นมาไม่ใช่แค่ 2 แบรนด์ที่เราได้นำมาเปรียบเทียบกันในบทความครั้งนี้เท่านั้นนะครับ ก็ลองไปหาซื้อ หาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ ซึ่งเรื่องราคากล้องทั้ง 2 รุ่นที่นำมารีวิวครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในบ้านเรานะครับ คร่าวๆ ก็คือ LG จะราคาต่ำหมื่น ส่วน Samsung จะราคาหมื่นกลางๆ ก็ลองติดตามกันได้ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศเลย

Revieww กล้องวงจรปิดที่มีระบบ wifi ไม่ต้องเดินสายในการติดตั้ง Watashi WIP-087

 

   108plaza ในครั้งนี้ได้นำเอา gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เกี่ยวกับเรื่องของกล้องวงจรปิดมารีวิวกันอีกหนึ่งรุ่นจากค่าย Watashi ครับ ถามว่ากล้องวงจรปิดนั้นเดี่ยวนี้ติดตั้งยากหรือไม่ ตอบได้เลยว่าติดตั้งเองก็ได้แล้ว ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องจ้างช่างที่เป็นช่างเทคนิคในการเดินระบบวงจรแล้วก็ระบบไฟมาติดตั้งให้ ซึ่งต้องบอกเลยว่ากล้องวงจรปิดทั้งระบบถ้าเราจะติดตั้งเมื่อก่อนนี้ราคาแพงมากในค่าติดตั้งแล้วก็ค่าเซอร์วิส แต่เดี่ยวนี้เราไม่ต้องยุ่งยากและไปเสียเงินกับเรื่องพวกนั้นอีกแล้วครับ เพราะเทคโนโลยีมันสร้างมาให้ง่ายสำหรับเราจริงๆ ในยุคนี้ เริ่มน่าสนใจกันแล้วใช่ไหมละครับ ดังนั้นเดี่ยวผมจะพาไปดูรายละเอียดกันเลยดีกว่า

   กล้องวงจรปิดที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้นะครับ มีชื่อรุ่นว่า Watashi WIP-087 ครับ แน่นอนว่ากล้องวงจรปิดในยุคนี้ก็ถือว่าเป็นแก็ตเจ็ตที่ค่อนข้างสำคัญในการติดตั้งเอาไว้ตามบ้านเรือน ตามสำนักงาน แล้วก็สถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสอดส่องดูแลทริพย์สินค้าเราในยามที่เราไม่ได้อยู่เฝ้านะครับ เพื่อไม่ให้รอช้า เดี่ยวผมจะพาไปดูสเปคของกล้องวงจรปิดตัวนี้กันเลยดีกว่าครับ ซึ่งกล้องวงจรปิดตัวนี้ใช้ตัวเซนเซอร์รับภาพแบบ cmos ½.5 นิ้ว ความละเอียดของกล้องนั้นอยู่ที่ 2 ล้านพิกเซล ความคมชัดอยู่ในระดับ HD ในการบันทึกเป็นไฟล์วีดีโอ ตัวกล้องเองใช้เลนส์ขนาด 3.6 มิลลิเมตร ล้อมรอบไปด้วย LED 5 Ohm มีทั้งหมด 8 ตำแหน่งด้วยกัน ตัวกล้องเองยังสามารถบังคับให้หมุนไปด้านข้างซ้ายและขวาได้ 350 องศา แล้วก็บังคับให้ขึ้นและลงได้ 120 องศา มีระบบ ICR พร้อมทั้งมีเสียงแจ้งเตือน มีระบบจับการเคลื่อนไหวที่มีระยะจับอยู่ที่ 10 เมตร สามารถรองรับหน่วยความจำสูงสุดแบบ TF ได้ที่ 64 GB นอกจากนี้ยังรองรับการติดตั้งแล้วก็เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตด้วยระบบ wifi แล้วก็รองรับการใช้งานร่วมกับกล้องยี่ห้ออื่นๆ ที่ในอนาคตเราอาจจะเปลี่ยนกล้องยี่ห้ออื่นมาใช้ร่วมกัน รวมไปถึงการใช้กล้องหลายๆ ยี่ห้อในพื้นที่เดียวกัน ในระบบเดียวกัน กล้องตัวนี้ก็รองรับเช่นกันครับ

   ก็ต้องบอกว่ากล้องวงจรปิดแบบนี้นะครับ กลายเป็นแก็ตเจ็ตประจำบ้านกันไปแล้ว เพราะว่าเดี่ยวนี้มีราคาที่ไม่ได้แพงมากอะไร แล้วใครที่พอมีความรู้ทางด้านไอทีบ้างเล้กๆ น้อยๆ เนี่ยก็สามารถซื้อไปติดตั้งเองได้แล้ว แล้วเดี่ยวนี้หลายๆ บ้านหรือสำนักงานเล็กๆ นั้นเปลี่ยนมาใช้ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไฟเบอร์ออฟติกส์กันหมดแล้ว ทำให้ตัวปล่อยสัญญาณและการเชื่อมต่อสัญญาณเพื่อดูภาพจากกล้องวงจรปิดผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนเวลาที่เราอยู่ในพื้นที่ตรงไหนก็ได้ เพื่อสอดส่งอดูแลบ้านของเราได้ตลอดเวลานั้นเองครับ เพื่อนๆ หลายคนเริ่มสงสัยและเริ่มน่าสนใจมากขึ้นแล้วใช่ไหมละครับ แล้วก็คงมีคำถามอยู่ในใจว่า แล้วมันจะติดตั้งอย่างไร ทำอย่างไรบ้าง คำตอบก็คือว่า กล้องตัวนี้จะมีปลั๊กเสียบไฟเลี้ยงเท่านั้น เราสามารถเอากล้องไปวางไว้ตรงไหนของบ้านก้ได้ที่มีไฟไปถึง จะเอาติดฝนังเอาไว้ แบบยึดติดก็ได้ หรือ จะเอวางไว้เฉยๆ บนหลังตู้เสื้อผ้า บนชั้นวางของหรือตามมุมต่างๆ ของตัวบ้านได้ จากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อระบบ wifi ที่มีใช้อยู่ในบ้านของเราเอง เมื่อเราจะดูภาพ เราก็ทำการดาวน์โหลดแอปพลีเคชั่นของ watashi ขึ้นมาติดตั้งบนสมาร์ทโฟนของเรา จากนั้นตัวแอปเองจะสามารถดูภาพได้พร้อมๆ กันจากกล้องหลายๆ ตัวได้ อาจจะดูได้มากที่สุดที่ 4 กล้องพร้อมกัน สำหรับราคาของตัวกล้องวงจรปิด watashi WIP-087 ตัวนี้จะมีราคาอยู่ที่ตัวละ 4,500 บาท ซึ่งตัวกล้องเองก็อย่างที่บอกไปว่ามันสามารถที่จะหมุนได้รอบตัวเลย เพราะฉะนั้น อาจจะติดตั้งไว้ประมาณ 4 ตัวรอบๆ บ้านและด้านในบ้าน ซึ่งถ้าทั้งหมดนี้ในการลงทุนติดกล้องวงจรปิดทั่วทั้งบ้านอ็จะอยู่ที่ไม่เกิน 2 หมื่นบาทเท่านั้นเองนะครับ เท่าที่ผมได้คำนวณให้เพื่อนๆ แบบคร่าวๆ รวมทั้งค่าระบบ wifi และอื่นๆ ด้วย ซึ่งถามว่ามันก็มีราคาถูกกว่าการที่เราจะต้องจ้างช่างเทคนิคและค่าเซอร์วิสมาดูแลระบบอีกนั้น มันก็จะมีราคาที่ค่อนข้างแพงกว่านี้นะครับ

   ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่ค่อนข้างจะสำคัญแล้วก็มีระบบป้องกันความปลอดภัยในบ้านและทรัพย์สินของเราได้ด้วย ใครที่กำลังมองหากล้อวงจรปิดอยู่ตอนนี้ ก็สามารถลองเข้าไปดูรายละเอียดแล้วก็ดูโปรโมชั่นต่างๆ ได้ตามศูนย์บริการของทาง watashi ได้เลยนะครับ ส่วนครั้งหน้าเราจะมีแก็ตเจ็ตอะไรมารีวิวอีกนั้น ก็ต้องให้เพื่อนๆ ได้คอยติดตามกันด้วยนะครับ