รีวิว Mini Cooper S 3 ประตูรถคันเล็กแต่ขับในสไตล์สปอร์ตได้สบาย


   ในการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ของเว็บไซต์ 108plaza ในครั้งนี้ ถือว่าเป็ฯอีกหนึ่งความตื่นเต้นของแอดมีนเองและทีมงาน เพราะจะได้ทำการทดสอบการขับขี่รถยนต์คันเล็กๆ ที่หลายๆ คนใฝ่ฝันว่าอยากจะได้สักคันหนึ่ง แล้วก็มีเรื่องของสมรรถนะและคุณภาพในการรับประกันยาวนานกว่า 5 ปี ในตอนนี้เราอยู่กับรถคันนี้ครับ

   แน่นอนว่าเห็นรูปแล้วก็เป็นรถแบรนด์หนึ่งที่อยู่ภายใต้การพัฒนาโดย BMW แต่เป็นรถยนต์ขนาดเล็กๆ คันนี้ กับ Mini Cooper S รถยนต์แบบ แฮตซ์แบ็ก 3 ประตู ที่ดูเหมือนว่ารถคันเล็กๆ แบบนี้น่าจะเหมาะกับคุณผู้หญิงขับซะมากกว่า แต่แอดมินบอกไว้เลยว่า ภาพลักษณ์นี้คุณผู้ชายที่ชอบความแรง ชอบความสปอร์ต ก็ขับรถคันเล็กๆ แบบนี้ได้เช่นกัน ถ้าถามว่า มินิ คูเปอร์ กำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ต้องย้นอไปเมื่อปี 1969 เลย เรื่องรูปทรงแทบจะเปลี่ยนน้อยมาก ขนาดตัวรถก็เปลี่ยนน้อยมากเช่นกัน ถือว่ายังคงเอกลักษณ์ความเป็น มินิ เอาไว้อย่างดีเลย เริ่มต้นตั้งแต่โคมไฟด้านหน้าก็เป็นแบบไฟ LED ยาวไปจนถึงด้านหลังก็เป็นไฟท้ายแบบ LED เช่นกัน การออกแบบกระจังหน้าก็มีสคู๊ปด้านหน้าที่ดูแล้วรู้เลยว่าเป็น มินิ แลว้ในรุ่น cooper s คันนี้ก็ออกแบบทั้งตัวภายในและภายนอกค่อนข้างจะหรูหราเลยทีเดียว การออกแบบภายในนั้นก็จะดูเหมือนกับรถรุ่นใหญ่ๆ ใน BMW อยู่มาเลยทีเดียว ใครที่เคยใช้ BMW มาก่อนก็จะพอทราบถึงอารมณ์นี้ได้ ด้านในตัวรถก็จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 8.8 นิ้วที่เอาไว้ควบคุมทั้งในส่วนของความบันเทิงต่างๆ แล้วก็การควบคุมการทำงานในตัวรถด้วย การใช้งานก็ง่ายครับ มีระบบนำทางมาให้ด้วย ส่วนทางด้านเครื่องเสียงมาพร้อมกับชุด Harman kardon มีลำโพงรอบคันถึง 12 ตัวเลยทีเดียว ทำให้ไม่ต้องไปปรับแต่งเรื่องเสียงอะไรเพิ่มแล้วนะครับ บอกเลยว่าชุดเครื่องเสียงที่ให้มานั้นค่อนข้างที่จะดีเลยทีเดียว แต่สำหรับ มินิ รุ่นนี้เป็นแบบ แฮตซ์แบ็ก 3 ประตู ความสะดวกในการเข้าออกในเบาะแถวหลังก็อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่นัก แต่ มินิ เองก็ทำเบาะในแถวหน้ามาให้พับเบาะคู่หน้าได้ง่ายแล้วก็กว้าง พอที่คนตัวใหญ่ๆ จะเข้าไปนั่งข้างหลังได้ไม่ยากนัก นั่งสี่คนเดินทางไกลๆ ก็ถือว่าค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว สำหรับในด้านของเครื่องยนต์นั้น เป็นขุมพลังแบบ 4 สูบ เทอร์โบ ไดเรกอินเจ๊กชั่น ให้แรงม้าสูงสุดมาที่ 189 แรงม้า ที่ 4700-6000 รอบ/นาที เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบ ต้องบอกว่าเครื่องยนต์นั้นมีความแรงเป็นอันดับต้นๆ ของแถวหน้าในกลุ่มเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเท่ากัน มินิ คูเปอร์ เอส คันนี้ถือว่าอยู่ในลำดับต้นๆ ของความแรงเลยก็ว่าได้

   สำหรับชุดเกียร์นั้นเป็นแบบ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ สามารถที่จะปรับเล่นเกียร์ได้ 3 โหมดด้วยกัน ก็คือโหมดสปอร์ต โหมดออโต้ แล้วก็โหมดอีโค้ หรือโหมดประหยัด ซึ่งถ้าตามความเห็นของแอดมินและทีมงานแล้ว ด้วยความที่รถมีบอดี้ขนาดเล็ก ถ้าขับในเมืองก็ถือว่าคร่องตัวมากเลยทีเดียว ขับง่ายครับ คุณผู้หญิงนี่เหมาะมากเลยทีเดียว เพราะว่าทัศนวิสัยในการมองนั้นรอบคันเลยทีเดียว มองอับอาจจะมีนิดหน่อยทางด้านเสาซีด้านท้าย แต่ด้วยชุดกล้องและกระจกมองหลังขนาดใหญ่ ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ส่วนการขบออกไปนอกเมือง ปรับเปลี่ยนเกียร์ให้เป็นโหมดสปอร์ตนั้น ทำงานได้ดีเลยทีเดียว ต้องบอกว่าแรงต้นมาเยอะมาก การทดสอบจากจุดหยุดนิ่งเร่ง่ความเร็วต้นถือว่าประทับใจเลย บางครั้งได้ยินเสียงล้อฟรีได้ชัดเจน อาการหลังติดเบาะนั้นมีอ่ย่างแน่นอน ซึ่งถ้าถามแอดมินว่าถ้าขับในทางไกล นอกเมือง ต่างจังหวะ มันขับได้ยากไหม แล้วความเร็วสูงๆ จะควบคุมยากไหม ด้วยตัวรถที่เล็ก ความเร็วสูงจะมีอาการลอยตัวไหม คำถามทั้งหมดนี้ ตอบได้เลยว่า ให้อารมณ์คลายๆ กับเราขับรถสปอร์ตอย่างงั้นเลยครับ เรื่องของการทรงตัวในความเร็วสูงถือว่าให้ความมั่นใจได้เป็นอย่างดี ฟิลริ่งค์ในการจับพวงมาลัยก็ไม่ได้เบามาก ให้น้ำหนักที่กำลังดีเลย เครื่องก็แรง ซึ่งในทริปนี้ที่แอดมินและทีมงาน 108plaza ไปทำการทดสอบมานั้น เป็นเส้นทางออกต่างจังหวัด ระยะทางรวมประมาณ 300 กิโลเมตร เป็นทางโล่ง ทางราดชันขึ้นเขา ทางโค้งก็มีครบ ถือว่าทดสอบกันเต็มที่ใช้ในโหมดสปอร์ตไม่ต้องห่วงเรื่องความประหยัดเลยเนี่ยนะครับ

   อัตราการประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 13.4 กม./ลิตร ถ้าเป็นการขับขี่แบบ อีโค้ ก็คงะจได้ตัวเลขประมาณ 14.5 กม./ลิตร ได้แบบสบายๆ เลยครับ สำหรับราคาค่าตัวของสินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันในครั้งนี้ เปิดตัวมาที่ 2.8 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นความคุ้มค่าเมื่อแลกกับการประกันยาวนานถึง 5 ปีเลยทีเดียวครับ

   

   

   

   

รีวิวลำโพงบลูทูธ Wharfedale Vice ลำโพงสัญชาติเมืองผู้ดี คุณภาพเสียงแบบผู้ดี

 

   สำหรับการรีวิว gadget ใหม่ๆ ของเราในตอนนี้ที่ 108plaza ก็ได้มีโอกาสได้แกะกล่องเปิดเอาลำโพงบลูทูธรุ่นแรกของแบรนด์ทางฝังอังกฤษมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าอ่านดูจากเบื้องต้นบอกว่าลำโพงเมืองผู้ดีสัญชาติอังกฤษ แค่นี้ ก็อาจจะมองว่าเรื่องของราคานั้นต้องจับต้องยากแน่นอน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ครับ เรื่องของราคานั้นไม่ได้แพงอย่างที่คิด ไม่ใช่หลักหมื่นแน่นอน แต่คุณภาพเสียงนั้นต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

   นี่คือลำโพงพกพาขนาดเล็ก เบา พกพาง่ายจริงๆ กับแบรนด์เมืองผู้ดีอังกฤษที่ชื่อว่า Wharfedale Vice นั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจในลำโพงพกพาตัวนี้ก็คือว่า เป็นรุ่นแรก ตัวแรก ของการลงมาทำลำโพงบลูทูธแบบนี้ของแบรนด์นี้เลย ซึ่งถ้าใครที่อยู่ในวงการเครื่องเสียง ลำโพง อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นกับระบบเสียงเนี่ยนะครับ จะรู้เลยว่า wharredale นั้นคุณภาพและชื่อเสียงของเขานั้นถือว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าแบรนด์อื่นๆ เลยทีเดียว ด้วยความที่เป็นลำโพงพกพารุ่นแรกด้วยนั้น ก็เลยทำให้ทีมงานต้องไปสรรหามารีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วยนั้นเอง

   จุดเด่นอย่างแรกเลย ที่มีมาให้ในลำโพงพกพาตัวนี้คือมันมีน้ำหนักที่เบามาก ประมาณ 3 กรัมเท่านั้นเอง ก็สามารถใส่กระเป๋ากางเกง กระเป๋าหิ้วอะไรได้สบายๆ เลย แล้วเบื้องต้นที่ได้ฟังมาสักประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าบุคลิกเสียงของลำโพงตัวนี้ออกไปในทางผู้ดีอังกฤษจริงๆ คือเสียงร้องชัดเจน นุ่ม ละมุน ไพเราะ ฟังแบบเบาๆ สบายๆ ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ ซึ่งใครที่ชอบฟังเพลงแนวแบบว่าเน้นเสียงร้องชัดๆ เสียงกลางคมๆ ก็ต้องมาที่ตัวนี้เลย แต่คงจะไม่เหมาะกับคนที่เน้นความมันในการฟังเพลงเป็นหลักนะครับ ไม่เหมาะเลยทีเดียว เพราะว่าเบสก็ไม่ได้หนักหน่วง เสียงแหลมก็ไม่ได้พุ่งจนปาดหู ไม่ใช่ นี่คือบุคลิกเสียงโดยรวมก่อนที่จะไปไปรีวิวในส่วนอื่นๆ ในเรื่องของการใช้งานนะครับ เพื่อที่ว่าบางคนจะได้ตัดสินใจได้ว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าไม่ชอบก็จะได้ไปอ่านรีวิวในตอนอื่นๆ เพราะในเว็บไซต์ของเราเองก็รวบรวมไปลำโพงบลูทูธหลายๆ รุ่น หลายๆ ยี่ห้อมารีวิวกันเอาไว้มากมายเลยทีเดียว ก็เลือกตามความชอบของใครของท่านนะครับ

   มาดูฟังก์ชั่นการใช้งานกันบ้างนะครับ แน่นอนว่าเป็นลำโพงบลูทูธ ก็ต้องสามารถที่จะเชื่อมต่อบลูทูธที่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดแบบ v4.0 ได้ด้วย ระยะที่อย่างน้อย 10 เมตรนี่คือได้สบายๆ แต่ไกลกว่านั้นก็ได้เช่นกัน ระบบเสียงเป็นแบบ stereo output ตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มาน้น สามารถใช้งานได้ติดต่อกันประมาณ 8 ชั่วโมง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานก็อาจจะได้น้อยกว่านี้อีกนิดหรือว่าถ้าเปิดในระดับเสียงปกติ ก้อาจจะได้นานถึง 10 ชั่วโมงนะครับ แล้วก็สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ มีไมค์โครโฟนติดมาให้ในตัวเลย ส่วนอุปกรณ์ข้างในก็จะมีตัวเครื่องมาให้ แล้วก็จะมีสายชาร์จที่เป็น micro USB มาให้แล้วก็คู่มือการใช้งานที่เป็นภาษาอังกฤษ ตัวกล่องและก็ตัวเครื่องนั้นถือว่าออกแบบมาเรียบๆ ดูคราสสิคเล็กน้อย มีสายหนังที่เป็นหูหิ้วมาให้ด้วย ส่วนที่ด้านบนของตัวเครื่องนั้น ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียง ปุ่มหยุดเพลง เล่นเพลง แล้วก็ปุ่มกด pair บลูทูธ แล้วก็มีปุ่มกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ เท่านั้นเอง ก็ใช้งานง่ายๆ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร การเชื่อมต่อบลูทูธก็เหมือนๆ กับลำโพงบลูทูธทั่วไปเลย ส่วนด้านในตัวเครื่องนั้นก็จะมีลำโพงแบบ full range ขนาด 2 นิ้ว 2 ตัว ที่รองรับความถี่ตั้งแต่ย่านต่ำไปจนถึงย่านสูงเลยทีเดียว ด้านหลังของตัวเครื่องก็เป็นตัวช่วยเพิ่มพลังเบสด้วย passive radiator มาให้ 1 ตัว ส่วนของกำลังขับนั้นอยู่ที่ 8 wrms ก็ถือว่าไม่ได้เยอะมากมายอะไร แต่ต้องบอกว่าเสียงดังใช้ได้เลยนะครับ ถัดมาก็มาดูกันที่ขนาดสักนิดหนึ่ง ความหนาของตัวเครื่องอยู่ที่ 3 ซม. ความกว้างอยู่ที่ 18 ซม. ความสูง 7.5 ซม น้ำหนักตัวเครื่องก้อย่างที่บอกไปว่า 3 กรัมเท่านั้นเอง ถือว่าพกพาง่ายมากเลยนะครับ

   สำหรับลำโพงบลูทูธ Wharfedale Vice ที่นำมารีวิวในครั้งนี้ เรื่องของราคาก็คงอยากจะทราบกันแล้วนะครับ ราคากลางที่หลายๆ ร้านวางจำหน่ายอยู่ที่ 2 พันบาทมีทอนครับ ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่แพงเลย สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแบบเน้นรายละเอียดของเรื่องดนตรี แต่ย้ำนะครับว่า ลำโพงบลูทูธตัวนี้ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเสียงแบบหนักหน่วง เบสหนักๆ แน่นๆ ดังแบบตูม ตาม แบบนั้นไม่ใช่ต้องไปหาตัวอื่นทันทีเลย เพราะลำโพงรุ่นนี้เน้นเสียงร้อง เน้นเสียงดนตรีและรายละเอียดที่ไพเราะ ฟังสบายๆ มากกว่านั้นเองครับ

รีวิว Marshall Kilburn ลำโพงบลูทูธที่ให้เสียงที่หนักหน่วง เด่นเรื่องของพลังเบสและความชัดเจนของเสียง

   มาเอาใจคนรักการฟังเพลงกันอีกแล้วครับ! สำหรับการรีวิว gadget ใหม่ๆ จากเว็บไซต์ 108plaza ของเรานั้นในตอนนี้มีลำโพงบลูทูธจากแบรนด์ Marshall รุ่น Kilburn มาเจาะลึกและชำแหละรายละเอียดให้เห็นถึงฟังก์ชั่นการใช้งาน และ เห็นถึงจุดเด่นและจุดด้อยต่างๆ เพื่อที่จะได้เป็นอีกหนึ่งข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ สำหรับเพื่อนๆ ที่คิดจะหาลำโพงบลูทูธหรือลำโพงแบบพกพาสักตัวมาฟังเพลง

   เริ่มด้วยเรื่องของดีไซน์ตัวเครื่องนั้นอย่างที่เพื่อนๆ เห็นนะครับ จะมีหูหิ้วมาให้ด้วย แอดมินดูไปดูมาก็คล้ายๆ วิทยุเหมือนกันนะครับ ดีไซน์ใครที่ชอบแนวย้อนยุคสักนิดหนึ่งเนี่ย น่าจะชอบเลยทีเดียว สำหรับในรุ่นนี้ก็เปิดตัวมาให้เลือกด้วยกัน 2 สี ก็คือตัวสีดำ แล้วก็สีครีม ต่อมาก็มาดูฟังก์ชั่นการใช้งานกันบ้าง สำหรับลำโพงพกพาตัวนี้ก็แน่นอนว่าสามารถเชื่มอต่อแบบไร้สาย ผ่านทางบลูทูธแบบใหม่ v4.0 แล้วก็สามารถเชื่อมต่อผ่านสายแบบ AUX input 3.5 มม. แล้วก็แถมสายมาให้ด้วยในกล่อง ในส่วนของตัวลำโพงนั้น ด้านในตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยดอกลำโพงแบบ 2.1 คือเป็นแบบสเตอริโอ ก็จะมีดอกลำโพงแบบ twitter ขนาด 2.4 ซม. จำนวน 2 ตัวด้วยกัน ทำหน้าที่ในการกำเนิดเสียงในย่านความถี่สูงหรือเสียงแหลมนั้นเอง แล้วก็มีลำโพงแบบ woofer ขนาด 4 นิ้วอีก 1 ตัวอยู่ตรงกลาง ก็จะทำหน้าให้ให้เสียงในย่านความถถี่ต่ำหรือเสียงทุ้มนั้นเอง ส่วนกำลังขับจะอยู่ที่ 30 wrms ในส่วนของบอดี้นั้น เป็นวัสดุแบบไม้ ABS ให้เสียงเบสที่ได้ความแน่นและทรงพลังมากจากการดีไซน์ตัวตู้ด้านในนะครับ เมื่อบอดี้ทำจากไม้ ก็ตัวเครื่องค่อนข้างจะมีน้ำหนักที่มากพอสมควร น้ำหนักอยู่ที่ 3 กก. เมื่อแกะกล่องมาด้านในก็จะเห็นว่าการชาร์จแบตเตอร์รี่นั้นได้ใช้หัวชาร์จหรือ adapter แต่อย่างใด เป็นการเสียบปลั๊กตรงๆ เลยเข้าไปที่ตัวเครื่อง ก็คิดว่าจะมีตัวแปลงไฟอยู่ด้านในเลย สามารถที่จะเสียบปลั๊กไปด้วยแล้วก็ใช้งานไปด้วยก็ได้เช่นกัน หรือว่าถ้าต้องการใช้แบตเตอร์รี่ก็ได้เช่นกัน ถัดมาก็มาดูที่ขนาดตัวเครื่องกันบ้าง หน้ากว้างของตัวลำโพงอยู่ที่ 24.1 ซม. ความสูง 14 ซม. ความลึก 14 ซม. ก็ลองคำนวณขนาดกันได้ว่า ถ้าลำโพงประมาณนี้เราจะชอบไหม จะพกพาได้ง่ายไหม อะไรแบบนั้นนะครับ

   ถัดมาก็มาดูที่ปุ่มการใช้งานต่างๆ บนตัวเครื่องกันบ้าง ปุ่มแรกเลยก็เป็นสวิทย์แบบ on/off แล้วถัดมาก็จะเป็นปุ่มที่สำหรับปลุกให้ตัวเครื่องมันตื่น เพราะว่าตัวเครื่องรุ่นนี้มีฟังก์ชั่นหลับด้วยตัวเองเพื่อประหยัดแบต โดยตัวเครื่องถ้าไม่สามารถจับสัญญาณ input ใดๆ เข้ามาได้นานเกินก็จะดับไปเองเพื่อประหยัดแบต แล้วก็จะสามารถเลือกปรับได้ว่าจะชอบโทนเสียงไหน สามารถปรับได้จะเอาเสียงแหลม เสียงเบสหนักๆ ก็สามารถทำได้ใน marshall รุ่นนี้ รวมไปถึงเรื่องของการแสดงไฟ LED แจ้งเตือนต่างๆ อย่างเช่นการกระพริบเพื่อให้ทราบว่ายังไม่ได้เชื่อมต่อบลูทูธ ไฟสีแดงเพื่อให้รู้ว่าแบตเตอร์รี่ใกล้หมด อะไรแบบนั้นนะครับ ด้านหลังตัวเครื่องก็จะมีช่องเสียบไฟเข้าเพื่อชาร์จแบต แล้วจุดเด่นของลำโพงบลูทูธ Marshall Kilburn ตัวนี้ก็คือว่า ด้านล่างของตัวเครื่อง จะมีช่องให้เปิดเพื่อเปลี่ยนแบตเตอร์รี่เองได้ด้วย ซึ่งการใช้งานไปนานๆ 2 ปี 3 ปี แน่นอนว่าแบตเตอร์รี่ต้องเสื่อมแน่ๆ เราก็สามารถไปหาซื้อแบตเตอร์รี่ที่มีขนาดเท่ากัน สามารถเปลี่ยนเองได้ด้วย ก็ค่อนข้างประหยัดดีเลยทีเดียว ส่วนแบตเตอร์รี่นั้นหาซื้อได้ไม่ยากครับ เป็นแบบริเที่ยม พอริเมอร์ ขนาดความจุ 2200 mAh มีทั้งหมด 4 เซลล์ ด้วยกัน

   ในส่วนของ่บุคลิกของเสียงนั้น เบสนำมาก่อนใครเลย ใครที่อยากจะได้ลำโพงบลูทูธดีๆ เบสหนักๆ มาทางนี้เลย Marshall Kilburn เป็นลำโพงบลูทูธแบบพกพาที่สามารถฟังได้ทั้งแบบ in door แล้วก็แบบ out door คือแอดมินลองเอาไปเปิดฟังตามสถานที่ต่างๆ ตามสวนสาธารณะ อะไรแบบนั้น ที่มีเสียงรบกวนเยอะๆ ความดังของลำโพงตัวนี้นั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว นอกจากเสียงเบสจะหนักหน่วงแล้ว ก็ไม่ทำให้กลบเสียงหรือไปรบกวนเสียงในย่านอื่นด้วยเช่นกัน เสียงกลาง และ เสียงแหลมนั้นก็มาเต็มและคลียร์ใช้ได้เลยครับ แต่ติดอยู่อย่างเดียว เนื่องจากเป็นลำโพงแบบ Hi-end แน่นอนว่า Marshall ก็คือแบรนด์ที่ไม่ธรรมดาอีกนั้นแหละครับ ราคานั้นย่อมเกินกว่าหมื่นขึ้นไปแน่นอน ไม่ต้องห่วงเลย เรียกว่าหมื่นต้นๆ แล้วกันนะครับ สำหรับใครที่จะเล่นรุ่นนี้

   สำหรับในตอนต่อไปเว็บไซต์ 108plaza ของเราจะมีอะไรมารีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกันอีกนั้น ต้องบอกว่าห้ามพลาดเลยทีเดียว เพราะว่าทางทีมงานได้เตรียมเอ gadget เด็ดๆ สินค้าโดนๆ มารีวิวในแบบฉบับที่เจาะลึกทุกรายละเอียดของตัวสินค้ากันอย่างนี้แน่นอน

รีวิว Jawbone Big Jambox ลำโพงพกพาที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่พลังเสียงนั้นอาจจะทำให้คุณหันมามอง

 

   สำหรับการรีวิว gadget สุดล้ำในครั้งนี้ของเราเว็บไวต์ 108plaza ก็ได้รับสินค้าตัวหนึ่งจากแบรนด์ Jawbone ซึ่งแบรนด์นี้หลายคนบอกตรงๆ ว่าอาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อนี้มากนัก เพราะว่าในบ้านเรานั้นยังไม่มีสินค้าที่แบรนด์นี้รุกตลาดอย่างเด่นชัด แต่ก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพมากเลยในการผลิตสินค้าแต่ละตัวออกมาวางจำหน่าย ซึ่งแอดมินก็ได้รับลำโพงแบบพกพาตัวหนึ่ง ที่เพือ่นๆ เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้ ก็ต้องบอกว่าดีไซน์ของตัวลำโพงนั้นอาจจะไม่ได้เด่น ไม่ได้ดูล้ำสมัยสักเท่าไหร่ แต่ก็เหมาะสำหรับคนที่ชอบแนวศิลปะนิดหนึ่ง อะไรแบบนั้น

   เราอยู่กับ Jawbone Big Jambox ตัวนี้เลย เป็นลำโพงบลูทูธที่พลังเสียงหลังจากที่ทดสอบใช้งานมาก่อนหน้านี้แล้ว ต้องบอกเพื่อนๆ ว่ามันสามารถนำไปเปิดในงาน out door ได้สบายเลยทีเดียว ซึ่งลำโพงรุ่นนี้ก็เปิดตัวออกมามีให้เลือกซื้อ เลือกหากันอยู่ 3 สีด้วยกัน สีขาว สีดำ แล้วก็สีแดง แต่สำหรับแบรนด์ jawbone เองนั้นก็เป็นแบรนด์ที่อยู่ในฝั่งอเมริกาเลย แต่ตัวสินค้าเองก็จะ made in china อยู่นะครับ เริ่มต้น unbox ขึ้นมาก็จะมีคู่มือการใช้งานมาให้ มีตัวปลั๊กที่เอาไว้สำหรับชาร์จไฟมาให้เลย ไม่ต้องไปหาที่ไหนพร้อมกับตัวอแด็ปเตอร์แปลงไฟมาให้แล้วเรียบร้อย แล้วจากนั้นก็จะมีสาย USB พอร์ดที่เอาไว้เชื่อมต่อกับเฟิร์มแวร์ต่างๆ ของทางเว็บไซต์ jawbone สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่ซื้อมาแล้ว ก็สามารถเข้าไปอัพเดทเฟิร์มแวร์กันได้ที่เว็บไซต์ jawbone ก็จะมีชิปเสียงที่มันพัฒนาขึ้น รูปแบบเสียงเรียกเข้าต่างๆ แบบใหม่มาให้ได้อัพเดทกันเยอะเลย แล้วก็มีสาย input AUX 3.5 มม. มาให้ด้วย ก็ครบครันสำหรับอุปกรณ์เสริม

   ในส่วนถัดมาก็ต้องมาดูที่ตัวเครื่องกันบ้าง ความจุของแบตเตอร์รี่นั้นให้มาที่ 4000 mAh สามารถใช้งานกันได้นานต่อเนื่องกันไปเลย 15 ชั่วโมง ก็เรียกว่าตอบโจทย์คนที่ชอบฟังเพลงแบบยาวๆ แบตเตอร์รี่อึดๆ กันอย่างยิ่งเลย ต่อมาในส่วนของกำลังขับอยู่ที่ 40 watts อยู่ภายใต้ภาคขยายหรือว่าเพาเวอร์แอมป์แบบคราส ดี ด้านในตัวเครื่องก็จะมีดอกลำโพงแบบ full range คือให้เสียงทั้งเบส กลาง แหลม ได้หมดเลย อยู่ด้านใน 2 ตัว ขนาด 2 นิ้ว เล่นเพลงแบบสเตอริโอ แล้วก็มีตัวช่วยเสริมกำลังเสียงของเบสแบบ passive radiator จำนวน 2 ตัวเช่นกันอยู่ทางด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนของปุ่มคำสั่งการใช้งาน ก็จะมีปุ่มเปิดเครื่อง ปุ่ม pair บลูทูธ แล้วก็สามารถกดรับสายเรียกเข้าโทรศัพท์ได้ รวมไปถึงสามารถกดโทรออกจากตัวลำโพงได้ด้วย แล้วก็มีปุ่มเพิ่มเสียง ลดเสียงต่างๆ ส่วนพอดร์ดเชื่อมต่ก็จะมีช่องเสียบชาร์จไฟ ตัวนี้สามารถชาร์จเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ก็จะสามารถใช้งานได้นาน 15 ชั่วโมงอย่างที่บอกไป แล้วก็มีช่องเสียบ AUX ถัดมาก็จะช่องเสียบ USB port ที่เอาไว้อัพเดทเฟิร์มแวร์ ในส่วนของการดีไซน์นั้นแอดมินไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ มันดูเรียบๆ ธรรมดาเกนิไป ก็เป็นแบบสี่เหลี่ยมเฉยๆ แต่การดีไซน์ในแต่ละสีนั้น ลวดลายจะไม่เหมือนกัน จะต่างกันไป ตรงนี้ใครไปหาซื้อก็ลองเช็คดูว่าเราชอบลวดลายไหนด้วยนะครับ แต่จุดเด่นหลังจากทดสอบใช้งานแล้ว อย่างแรก สามารถบอกเบอร์โทรได้ว่าเป็นเบอร์อะไรที่โทรเข้ามา บอกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ ไม่สามารถบอกชื่อได้ บอกแต่เบอร์ แล้วก็สามารถกดถามเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอร์รี่ที่เหลืออยู่ได้ด้วย แต่ข้อเสียก็คือ เวลามีสายเรียกเข้า เดี่ยวนี้หลายคนมักจะไม่สามารถจำเบอร์โทรได้ ก็เลยไม่รู้ว่าใครโทรมา เพราะฉะนั้นแล้ว ฟังก์ชั่นบอกเบอร์โทรด้วยเนี่ย ก็อาจจะไม่จำเป็นก็ได้

   มาถึงในส่วนของการทดสอบเรื่องของเสียงกันบ้าง ต้องบอกเลยว่าลำโพงแบรนด์นี้ ถ้าใครอยากได้เสียงที่มีคุณภาพ รายละเอียดของเครื่องดนตรีที่เน้นๆ ได้ยินทุกชิ้นที่เป็นเครื่องดนตรี ทั้งชุดกลอง เครื่องดนตรีสาย เครื่องเป่า แยกได้ยินชัดเจน รายละเอียดถือว่าดีมาก แล้วเสียงที่ได้นั้นออกมาธรรมชาติของเสียงดนตรีได้ครบเลย คือเอาง่ายๆ ว่าแอดมินเองถ้ามีเงินน่าจะเก็บไว้สักตัว เพราะว่าข้อดีมันเน้นที่การฟังเพลงจริงๆ ฟังได้นาน ฟังได้ดี

   อีกหนึ่งจุดเด่นของลำโพงบลูทูธที่ไม่รีวิวไม่ได้เลย ก็คือจะมีโหมด lite audio คือจะเปลี่ยนโทนเสียงดนตรีให้คล้ายกับเราไปฟังในคอนเสิร์ดใหญ่ๆ ดนตรีสด อะไรแบบนั้น ชุดกลองจะแน่นขึ้น จะมีชีวิตชีวามากขึ้น คือฟังก์ชั่นเยอะครับ เพียงแค่กดปุ่มบวก ลบ พร้อมกันก็จะเป็นเป้นโหมด lite audio ให้ทันทีเลย แอดมินบอกเลยว่าน่าสนใจ น่าใช้ แต่อย่าเชื่อการรีวิวของแอดมิน ต้องไปทดสอบฟังด้วยตัวเองจริงๆ กันตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศได้เลยว่าสิ่งที่แอดมินได้รีวิวมานั้น จริงหรือไม่

   

รีวิว Huawei P9 Plus กล้องชัด เสียงเพท สเปคแรงไม่มีใครเกิน

   กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้เลย หลังจากที่ Huawei เองได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนสุดเทพ กล้องหลัง 2 ตัวจาก ไรก้า รวมไปถึงฟี่เจอร์เด็ดๆ โดนๆ ลำโพงคู่สองตัวบน-ล่าง ปรับได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้เสียงที่ต่างกันไป รวมไปถึงสเคปสุกแรงจาก Kirin ก็ยิ่งทำให้คนที่คิดจะเปลี่ยนสมาร์ทโฟนหรือเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ในครึ่งปีหลังนี้ ต้องหันกลับมามองสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนรุ่นนี้ Huaweri P9 Plus ซึ่งในครั้งนี้เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็เลยนำเอา gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มารีวิว 5 จุดเด่นที่สำคัญๆ ที่อาจจะทำให้คุณต้องรีบไปซื้อมันมาให้ติดตามกันครับ

   มาดูจุดเด่นอย่างแรกของ Huawei P9 Plus กันเลยดีกว่า แน่นอนว่าเมื่อได้จับสัมผัสแล้วเนี่ย ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งกับ iphone 7 ที่กำลังจะเปิดตัวมาอีกไม่นานนี้ได้เหมือนกันนะครับ เพราะว่าตัวเครื่องนั้นค่อนข้างสวยงามมากเลยทีเดียว ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียม ยูนิ บอดี้ ทั้งตัวเลย ความหนา 6.98 มม. หนัก 162 กรัม หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD เรียกว่าสีสันของจอนี่ไม่ธรรมดาครับ สีสด สวย ดูสบายตาดีเลยทีเดียว

   จุดเด่นในข้อที่ 2 ก็คงเป็นเรื่องของสเปคที่แรง มาพร้อกมับชิปที่เป็นของ Huawei เองด้วย กับ Kirin 955 Octa-core 8 แกนสมอง RAM 4 GB มาพร้อมกับ android 6.0 สามารถใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด เรียกว่าแรงพอๆ กับการเล่นเกมส์ทุกเกมส์ที่มีกราฟฟิกเยอะๆ ได้หมดเลย สายเกมส์ สายแรงทั้งหลายแอดมินว่าตอบโจทย์เลยทีเดียว ซึ่งข้อดีของสเปคแรงก็ส่งผลให้ตัวเครื่องไม่ค่อยร้อนด้วยหลังจากที่ใช้งานหนักๆ เวลานานๆ ถือว่าดีเลยทีเดียว

   จุดเด่นในข้อที่ 3 เป็นเรื่องของฟี่เจอร์ที่สามารถเคาะหน้าจอเพื่อที่จะเรียกใช้งานได้อย่างรวดเร็วหรือที่เรียกว่า fresh touch จะเน้นการเคาะที่หน้าจอเพื่อสั่งการ หรือ ทำลูกเล่นอื่นๆ ได้ รวมไปถึงการแคปหน้าจอไปยาวๆ เลื่อนลงไปในกรณีที่เราต้องการอยากได้ข้อความยาวๆ เก็บเอาไว้ดู ก็สามารถทำได้ ก็ค่อนข้างสะดวกดีและก็ใช้งานได้ง่ายด้วยนะครับ

   มาถึงจุดที่ 4 ที่ชูจุดเด่นมาในมือถือเครื่องนี้ ก็คงเป็นที่ลำโพงคู่ ที่มีมาให้ด้านลนและด้านล่าง ที่จะสามารถปรับเปลี่ยนมิติของเสียงได้ ถ้าปรับเป็นแนวนอน ลำโพงทั้งสองข้างจะทำงานแบบ สเตอริโอ แต่พอปรับมาแนวตั้ง ลำโพงด้านล่างจะเปลี่ยนมิติเสียงเป็นลำโพงเสียงเบส เสียงทุ้ม แล้วลำโพงด้านบนก็จะเป็นเสียงกลางแหลมที่ให้ความดังใช้ได้เลยทีเดียว คือ ถ้าฟังเพลง เน้นมิติเสียงดีๆ ก็ปรับบแนวตั้ง ถ้าเราอยากจะดูหนัง ดูซีรี่ย์ หรือ ดู youtube ก็จะใช้แนวนอนที่เป็นเสียงที่ surround มากขึ้นด้วยนั้นเอง คุณภาพเสียงถือว่าเยี่ยมเลยครับ เสียงดัง

   จุดเด่นอย่างสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย นั้นคือ กล้อง ที่เด่นที่สุดคือกล้องหลังที่เป็นแบบเลนส์คู่ ที่ Huawei เองได้จับมือและพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเลนส์กล้องชื่อดังระดับโลกอย่าง ไรก้า ที่ถือว่ามีชื่อเสียงและเรื่องราคาก็ถือว่าแพงมากเลยทีเดียว ซึ่งกล้องหลังมี 2 ตัวจะมีความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล จะแบ่งกันทำงาน กล้องตัวหนึ่งจะเก็บภาพสี และ กล้องอีกตัวหนึ่งจะเก็บภาพขาวดำ แล้วนำมาประมวลผลกัน ทำให้เกิดภาพที่ดูธรรมชาติที่สุด มีค่า f/2.2 ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เป็นเลนส์ wide ด้วย f/1.8 ซึ่งหลังจากที่ได้ทดสอบการใช้กล้องในส่วนของกล้องหลังปรับไปที่โหมดโปร ค่อนข้างชอบในเรื่องของการแตะโฟกัสที่รวดเร็ว แล้วก็สามารถที่จะแตะจุดรับแสงและลากไปในส่วนใดก็ได้ที่เราต้องการ ก็ถือว่าอยากได้ภาพที่จุดไหนสว่าง จุดไหนชัด ถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ อะไรแบบนี้ได้ค่อนข้างที่จะดีมากเลยทีเดียว แล้วใครที่เป็นช่างภาพ อาจจะไม่ต้องพกกล้องตัวใหญ่ๆ ไปถ่ายภาพก็ได้ เพราะ Huawei P9 Plus ตัวนี้สามารถที่จะถ่ายภาพเป็นไฟล์ raw เพื่อที่จะไปแต่งเพิ่มเติมในโปรแกรมอื่นๆ ได้ด้วย

   ก็ถือได้ว่าเปิดตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาได้อย่างน่าสนใจไปทั่วทั้งโลกเลยนะครับ ก็เรียกได้ว่าเป็นระบบ inter national กันเลยทีเดียว แซงหน้ามือถือค่ายดังๆ ไปอยู่ที่อันดับ 3 กันแล้วสำหรับ Huawei แล้วก็ Huawei P9 Plus ตัวนี้ก็เปิดตัวมาที่ราคา 2 หมื่นต้นๆ ก็ลองไปหาดู หาชม หรือซื้อหากันได้ตามร้านจำหนานสมาร์ทโฟนและสินค้าไอทีกันได้แล้ววันนี้ มี 3 สีให้เลือกซื้อกันในบ้านเรา ก็จะมี สีเงิน สีเทาข้างหน้าเป็นสีดำ แล้วก็สีทอง แต่คาดว่าจะมีสีอื่นๆ ตามมาอีกให้เลือกซื้อกันนะครับ