Review JBL Clip ลำโพงบลูทูธขนาดพกพาที่พร้อมจะเป็นเพื่อนที่รู้ใจของคุณ

 

สวัสดีคะในบทนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องเครื่องขยายเสียงกัน ทุกคนทุกท่านพอทราบกันดีอยู่แล้วว่าเครื่องขยายเสียงในที่นี้ลักษณะทั่ว ๆ ไปของมันเป็นอย่างไรแต่นั่นอาจเป็นภาพเก่า ๆ ที่คุณเคยได้เห็นมาในอดีตปัจจุบันเครื่องขยายเสียงเหล่านี้ถูกพัฒนาให้มีหลากหลายรูปแบบ และถูกพัฒนาและสร้างสรรค์มาให้เข้ากับการใช้งานของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกสบายและง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหนได้แบบไม่เกะกะ เครื่องขยายเสียง หรือที่เรียกกันอีกอย่างนึงว่า “ลำโพง” ได้ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงในยุคปัจจุบันที่กลายมาเป็น ลำโพงระบบบลูทูธ คือระบบที่ว่านี้คือระบบเชื่อมต่อไร้สายกับอุปกรณ์อย่างเช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ลำโพงบลูทูธ มีหลายรุ่นหลายขนาดตามท้องตลาดของสินค้าไอที ที่เราอาจจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว

   สินค้าอินเทรนด์ที่เราจะนำมารีวิวในวันนี้ คือ ลำโพงบลูทูธขนาดเล็กจาก JBL มาแนะนำเป็นตัวเลือกให้คุณ ๆ สำหรับคนที่อยากจะตัดสินใจซื้อลำโพงบลูทูธขนาดเล็กในราคาที่ไม่หนักมาก สักตัว สำหรับครั้งนี้ JBL ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นลำโพงบลูทูธเข้ามาสู้เป็นลำโพงขนาดเล็กสะดวกกับการพกพา ในราคาพันต้นๆ ที่มีชื่อเรียกว่า JBL Go และก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย คุณภาพเสียงที่ออกมานั้น ให้มาแบบครบถ้วนและดีมาก ๆ เสียงดังฟังชัด ในความรู้สึกแรกที่ฟังก็รู้สึกพอใจในคุณภาพเสียงที่ออกมาเทียบกับลำโพงที่มีขนาดเล็กเพียงเท่านี้ เบสที่ให้มาแบบพอดีคำไม่มากไม่น้อยจนเกินไปและยังรู้สึกได้ ไม่แตกต่างกับเสียงกลาง ๆ ได้อย่างชัดเจน ในช่วงที่เปิดเสียงดัง ๆ แม้ยืนอยู่ในระยะห่างไกลออกมาจากตัวลำโพง รายละเอียดเสียงยังคงชัดเจน ไม่ขาดหาย ถ้าเปิดในห้องเล็ก ๆหรือห้องนอนก็คงไม่ใช่ปัญห ในเรื่องของเสียงและความคมชัดของเสียงอย่างแน่นอน ส่วนรูปทรงของตัวลำโพงเป็นลักษณะทรงกลม มีคลิปสำหรับไว้หนิบกับอะไรก็ได้สำหรับพกติดตัวเวลาเดินทางหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น วัสดุของตัวลำโพงเป็นลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ให้ความรู้สึกว่าทนทานแข็งแรง มีช่องไว้สำหรับใส่สายคล้องคอ หรือสายอื่น ๆ ที่เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ตามใจต้องการและแล้วแต่การพกพาสำหรับการทำร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ตัวของลำโพงเป็นเป็นทรงสี่เหลี่ยม ขนาด 4.2 x 3.5 x 1.7เซนติเมตรพกพาสะดวก รูปแบบดูคงทนแข็งแรง และมีน้ำหนักเพียง 150 กรัมเท่านั้น Spec ตัวแปลงสัญญาณคุณภาพสูง 40 mm แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion-polymer สามารถเล่นเพลงต่อเนื่องได้ถึง 5 ชั่วโมงใช้เวลาในการรีชาร์จแบตเตอรี่ 2 ชั่วโมงรองรับและเชื่อมต่อผ่านแจ๊คขนาด 3.5 mm. ด้านบนมีปุ่ม เปิด-ปิด,ปุ่มรับสายโทรศัพท์ และปุ่มเชื่อมต่อการใช้งานผ่านระบบ Bluetooth 4.1 และสามารถใช้รับสายโทรศัพท์ พูดคุยสนทนาผ่านตัวลำโพงได้ ปุ่ม เพิ่ม-ลด เสียง, และปุ่มรับสายโทรศัพท์ ส่วนด้านหลัง จะเห็นเป็นส่วนของที่เก็บสาย AUX ขนาด 3.5 mm ที่ติดมากับตัวลำโพงเลยไว้สำหรับ เชื่อมต่อลำโพง ผ่านช่อง Aux in ขนาด 3.5 mm แบบไม่ต้องใช้ระบบบลูทูธ ถัดมาเป็นช่อง microUSB สำหรับชาร์ทไฟ และรูลำโพงสำหรับใช้งานพูดคุยโทรศัพท์ เป็นลำโพงบลูทูธขนาดเล็กอีกรุ่นที่แนะนำเหมาะสำหรับเวลาเราไปเที่ยว ปิกนิกหรือสังสรรค์กับเพื่อนๆมี JBL Go พกติดตัวไปสร้างความบันเทิงในกิจกรรมนั้น รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ประสิทธิภาพ ด้วยความที่ตัวลำโพงมีความเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ แต่ไม่ได้มีกำลังที่น้อยกว่าเดิม แน่นอนว่ามาแบบเดิมคือไม่สามารถปรับ EQ จาก Smart Phone ได้ กำลังเสียงถือว่า เบสหนักพอประมาณ และเสียงใสกิ๊กและก็ให้เสียงที่ OK ถ้าเสียงตัวมันเองเร่งสุดจะไม่ดัง แต่ถ้าปรับทุกอย่างให้สุดมันดังมากและเสียงไม่แตกอีกตางหาก

   

   สรุปคือ JBL Clip เป็น ลำโพงที่ตัวเครื่องไม่ได้ใหญ่มากมายแต่ให้เสียงที่หนักแน่นมากและยังสามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องของการเคลื่อนที่ได้อย่างลงตัวสำหรับผู้ที่ชอบเดินทางหรือทำกิจกรรมไปด้วยฟังเพลงไปด้วย ถือเป็นสินค้าอินเทรนด์ที่น่าซื้อหามาไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก และกับราคาของมันที่ 2490 บาท ซึ่งไม่ได้แพงมากสำหรับคุณภาพที่ได้รับ ถือว่าคุ้มค่า ถึงแม้คู่แข่งทางตลาดจะมีรูปร่างที่ยังอาจจะไม่โดนเท่า หรือขนาดอาจจะเล็กกว่า แต่ JBL Clip เป็นลำโพงที่ขนาดพอดีมือ เป็นจุดเด่นอีกอย่างนึงของลำโพงรุ่นนี้ และด้วยระดับเสียงที่หนักพอสมควร ถ้าสำหรับใครที่ชอบเสียงแบบใสต้องทำใจและหาตัวอื่นจะดีกว่า ข้อดีคือราคา กลาง ๆ ไม่แพงมาก ระบบเสียงเบสหนักแน่น มีสายเสียบลำโพงโดยตรง รองรับระบบเชื่อมต่อแบบ Bluetooth และสามารถรับสายได้โดยตรง และมีน้ำหนักไม่มาก

รีวิวหูฟังมอนิเตอร์สำหรับนักดนตรี Westone AM Pro 20 ยกระดับการเล่นดนตรีบนเวทีให้ได้ยินทั้งเสียงดนตรีและเสียงบรรยากาศภายนอกได้อย่างลงตัว

 

   นักดนตรีคนไหนที่กำลังมองหาหูฟังดีๆ สักหนึ่งตัว ที่เอาไว้ดนตรีบนเวทีแล้วได้ยินเสียงทั้งเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้อย่างครบถ้วน และ ยังสามารถได้ยินเสียงบรรยานกาศภายนอก ได้เยนเสียงคนดู ได้แบบที่ไม่ต้องถอดหูฟัง ถือได้ว่าเป็นหูฟังมอนิเตอร์ที่ออกแบบมาให้กับนักดนตรี นักร้อง ที่อยู่บนเวทีโดยเฉพาะเลย

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้คือ Westone AM Pro 20 เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ของตัว Westone AM Pro ที่รุ่นกลาง ถ้าใครได้ติดตามอ่านรีวิวของเราในทุกๆ ตอนจะทราบว่าแอดมินนั้นเคยเขียนรีวิวตัว Westone AM Pro 10 เอาไว้แล้ว อยากทราบว่าทั้ง 2 รุ่นนี้มันต่างกันอย่างไร ก็ลองย้อนไปอ่านรีวิวที่ผ่านมากันได้

   สำหรับแบรนด์ Westone นั้นก็เป็นแบรนด์มาจากฝั่งอเมริกาเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องของคุณภาพและราคาก็ถือว่าไม่เบาตามกันไปด้วย คุณสมบัติอย่างแรกเลยที่ Westone นั้นผลิตขึ้นมาในหูฟังรุ่นนี้ก็คือ SLED Technology เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะช่วยทำให้การใช้งานหูฟังนั้นจะได้ยินเสียงบรรยากาศรอบๆ ได้เป็นอย่างดี แล้วก็จะไม่ไปรบกวนเสียงเครื่องดนตรีที่เล่นกันเต็มวงบนเวทีให้เสียสมาธิหรือเสียจังหวะการเล่นดนตรีได้อย่างดีเลยทีเดียว คือยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าปกติเราจะมักเห็นนักดนตรีที่เขาใช้หูฟังข้างเดียว เพื่อจะได้ยินเสียงดนตรีจากหูข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งก็จะเพื่อได้ยินเสียงพูด เสียงบรรยากาศรอบๆ เสียงของคนดูว่าเขามีอารมณ์ร่วมไปมากน้อยแค่ไหน อะไรแบบนั้น ถ้าหูฟังที่มอนิเตอร์อย่างเดียวแบบใส่ที่หูทั้ง 2 ข้างเลย แต่ไม่มีระบบ SLED นี้ก็จะไม่ได้ยินเสียงรอบๆ บรรยากาศรอบๆ เพราะฉะนั้นตัว Westone AM Pro 20 นี้ก็ทำมาเพื่อนักดนตรีโดยเฉพาะเลย

   อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ Westone ใส่มาในรุ่นนี้ก็คือ TRU Audio Filter ซึ่งตัวฟิลเตอร์นี้จะมาช่วยในการดึงเสียงบรรยากาศภายนอกให้เข้ามาในหูฟังได้ดีขึ้น แต่จะเป็นตัวฟิลเตอร์ที่จะช่วยกรองเสียงและทำเสียงระหว่างเสียงดนตรีและเสียงภายนอกให้มันลงตัวมากขึ้น คือนักดนตรีจะได้ยินเสียงที่มันครบถ้วย ไม่มีเสียงไหนดังกว่ากันหรือทำให้ขาดรายละเอียดในส่วนอื่นๆ ไป

   Westone AM Pro 20 หูฟังมอนิเตอร์รุ่นนี้ในกล่องจะให้ตัวเคสที่ใส่หูฟังมา เป็นกล่องสีส้ม ทำให้การพกพาก็ถือว่ามีความสะดวก ไม่ต้องกลัวว่าจะพังหรือหูฟังเสียหาย นอกจากนั้นก็จะมีตัวจุกหัวฟังให้มาเลือกใช้งาน 2 แบบ ก็จะมีแบบที่เป็นซีลีโคลน แล้วก็แบบโฟมนุ่ม ก็มีให้เลือกใช้งานหลายขนาดตามขนาดรูหูของแต่ละคน ในส่วนของข้อแตกต่างในตัวซีรีส์ AM Pro 10 นั้น เนื่องจากรุ่นนี้เป็นรุ่นกลาง ดังนั้น ความพิเศษของตัวหูฟังจะต้องมีอะไรที่ดีกว่ารุ่นน้องเล็ก ซึ่งดูตามสเปคแล้วก็จะมาพร้อมกับตัว dual balanced amature driver ค่า impedance 27 ohm @ 1 kHz รองรับย่านความถี่ได้ตั้งแต่ 20 Hz-18 kHz ตัวสายของหูฟังก็เป็นเทคโนโลยีแบบ MMCX Audio ซึ่งให้ความแข็งแรง ทนทาน แล้วก็สามารถที่จะถอดขั้วทีตรงหูฟังได้ ซึ่งแน่นอนมีเพื่อนๆ หลายคนก็ถามกันเข้ามาว่า ตัวขั้วที่หูฟังแบบ MMCX แบบนี้ ถ้าใช้งานไปนานๆ จะมีอาการหลวมของขัวหูฟังหรือไม่ คำตอบก็คือ อาจจะมีได้ถ้าหากว่าถอดหรือใส่กลับเข้าไปแบบผิดวิธี ซึ่งการถอดขั้วหูฟังที่ดีและจะช่วยยึดอายุการใช้งานนั้น เราต้องมีเล็บไว้จิกตรงขั้วหูฟังสักเล็กน้อยตอนที่เราจะถอดออก มันจะถอดได้ง่ายเหมือนเราจิกเล็บไปเพื่อปลดล็อค ถ้าเราดึงออกแบบแรงๆ เลย ตรงขั้วอาจจะสายขาดได้ การใส่กลับเข้าไปก็เช่นกัน ถ้าเลงขั้วให้ตรง ก็จะใส่กลับเข้าไปได้ง่ายและไม่ทำให้ขั้วด้านในบิดเบี้ยวผิดรูป ทางที่ดีก็ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องถอดเข้า ถอดออกบ่อย ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะตัวสายก็จะออกแบบมาให้โค้งรับกับใบหูและการใช้งานอยู่แล้ว ก็จะทำให้การสวมใส่นั้นแน่และไม่หลุดง่ายแน่ๆ

   เพื่อนๆ นักดนตรีคนไหนที่กำลังหาหูฟังมอนิเตอร์คุณภาพดีๆ สักคู่หนึ่ง เพื่อเอาไว้เล่นดนตรีได้อย่างมีคุณภาพและได้ยินทั้งเสียงร้อง เสียงดนตรี บรรยากาศภายนอก พร้อมกับตัว driver ที่ให้มาแบบ dual ด้วยก็ลองไปเลือกซื้อเลือกหา gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้กันได้ตามร้ายค้าไอทีทั่วไป

รีวิวกระเป๋ากล้อง COURSER F1002 กระเป๋ากล้องแนววินเทจสะพายข้างใบเล็ก ใช้กล้องแบบชิวๆ ถ่ายงานเล็กๆ ได้

 

   108plaza ในครั้งนี้เราก็มีกระเป๋ากล้องในสไตล์วินเทจอีกหนึ่งรุ่นซึ่งกำลังเป็นสินค้าอินเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอีกหนึ่งใบมาทำการรีวิวให้เพื่อนๆ ได้ติดตามกัน สำหรับใครที่ชอบพกกล้อง mirror less ตัวเล็กๆ ที่เปลี่ยนเลนส์ได้ พกเลนส์แบบต่างๆ ทั้งเลนส์วาย เลนส์มาโครและเลนส์อื่นๆ ต้องบอกเลยว่ากระเป๋ารุ่นที่เรานำมารีวิวนี้เหมาะอย่างมากเลย ไม่รอช้าเราไปรีวิวรายละเอียดตัวกระเป๋า COURSER รุ่น F1002 ใบนี้กันเลย

   กระเป๋ากล้องรุ่นนี้เป็นกระเป๋าแบบสะพายข้าง สามารถกันน้ำได้ เนื้อผ้านั้นเป็นเนื้อผ้าแบบแคนวาสหนาๆ ก็ถือว่ามีคุณภาพที่ดีเลยทีเดียว มีการดีไซน์ออกมาในแนววินเทจสักนิดหน่อย ก็อาจจะชอบสำหรับคนที่ชอบลุยๆ เป็นคนขาลุย จะมีตัวที่มีลายทหารมาด้วย ก็จะใช้สะพายไปในงานแบบไม่ได้ทางการมากนัก แนวท่องเที่ยวตามธรรมชาติก็ถือว่าเหมาะเลย ตัวสายสะพายก็สามารถรับน้ำหนักได้ค่อนข้างเยอะ สามารถปรับระดับความยาวความสั้นได้ เนื้อผ้ามีความหนามากเลย ย้ำเลยว่าถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบไปถ่ายภาพแนวธรรมชาติ ที่ต้องบุกป่าฝ่าดง เน้นลุยๆ ไม่ต้องห่วงว่ากระเป๋าจะเสียหาย ของข้างในจะเสียหายเพราะมีความหนารับแรงแรงกระแทกจากด้านนอกได้ดีเลยทีเดียว

   มาดูที่การใช้งานของตัวกะเป๋าใบนี้กันบ้าง ด้านหน้าก็จะมีฝากระเป๋าที่มีโลโก้ courser อยู่ด้านหน้า ฝากระเป๋าปิด-เปิดแบบกระตุม เมื่อเปิดฝาด้านหน้าออกมา จะมาเจอกับช่องเก็บของแบบช่องโล่งๆ ด้านหน้าหนึ่งช่อง สามารถใส่พวกหนังสือ สมุดบันทึกต่างๆ รวมไปถึงพวกแท็บเล็ด ไอแพ็ด แต่ไม่ได้ใหญ่มากถึงขั้นใส่ไอแพ็ดโปรได้นะครับ ได้แค่ไอแพ็ดรุ่นปกติ ถัดมาก็เป็นกระเป๋าด้านใน ที่เปิดด้วยซิบอีกหนึ่งชั้น เมื่อเปิดซิบในช่องหลักช่องใหญ่เข้าไป ก็จะเห็นว่าจะมีตัวช่องอินเสิร์ทที่เอาไว้ใส่กล้องโดยเฉพาะเลยมาให้ 1 ชิ้น มันเป็นคล้ายๆ ตัวซับแรงกระแทกอีกชั้นหนึ่ง เป็นคล้ายๆ ตัวพาดิชั่นที่แบ่งช่องด้านในให้แยกแบ่งช่องหลักที่โล่งๆ ไม่ให้อุปกรณ์กล้องต่างๆ มากระทบกันจนเกิดรอยขีดข่วนนั้นเอง ก็จะสามารถแบ่งได้ว่าช่องเล็กๆ 1 ช่องเอาไว้ใส่ตัวกล้องนะ แล้วก็อีกหนึ่งช่องถัดมาก็เอาไว้ใส่ชุดเลนส์ เอาไว้ใส่อุปกรณ์ต่างๆ ก็แยกกันได้อย่างชัดเจน พอเราจะหยิบใช้งานก็แค่หยิบจากซิบในช่องหลัก เปิดเมาก็จะสามารถเลือกหยิบได้ย่างง่ายแลลไม่ต้องค้นว่ากล้องอยู่ไหน เลนส์อยู่ไหน อะไรแบบนี้ ก็ใช้ได้ตามฟังก์ชั่นของกระเป๋ากล้องทั่วไปได้เลย แต่แนะนำว่าถ้าใครที่ใช้กล้อง DSLR กล้องตัวใหญ่ๆ แล้วก็ต้องพกชุดเลนส์หลายๆ ชิ้นนั้น มันไม่เหมาะกับกระเป๋ารุ่นนี้นะครับ เพราะว่ามันมีขนาดที่เล็กไปสักนิดหนึ่ง ถ้าใครที่ใช้กอล้ง DSLR ตัวใหญ่ๆ แล้วใช้เลนส์แค่ชิ้นเดียว เอาอยู่ แบบนั้นก็พอที่จะใส่กระเป๋าใบนี้ไปได้เช่นกัน

   ในช่องหลักด้านในกระเป๋ากล้อง COURSER F1002 รุ่นนี้ยังมีช่องเล็กๆ พอที่จะใส่พวกกระเป๋าสตางค์ ใส่มือถือ ใส่เอกสารสำคัญ พาสสปอร์ต อะไรแบบนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงสามารถใส่กุญแจบ้าน กุญแจรถอะไรแบบนี้ก็ใช้งานได้สะดวกสบายดี ก็อย่างที่บอกไปในช่วงต้นว่าใครที่มีทริปถ่ายงานสบายๆ ก็ต้องอาจจะมีขาตั้งกล้องขนาดเล็กอีกสักหนึ่งตัว ก็สามารถที่จะใส่เข้าไปในกระเป๋าใบนี้ได้เช่นกัน จุดเด่นที่สำคัญเลยของกระเป๋ารุ่นนี้หลังจากที่แอดมินเองก็ลองใช้งานมาแล้ว ใส่ของเข้าไปแบบเต็มความจุเลยทีเดียว เมื่อลองได้สะพายข้างแล้วก็มีความสวยงาม มันจะมีปีกของกระเป๋าเหลือห่างออกมา เวลาสะพายก็ดูสวยงามดีเลยทีเดียว ตัวเนื้อผ้าก็มีความหนา แล้วก็สามารถที่จะกันน้ำได้ด้วยเนี่ยนะครับ ก็แน่นอนว่าเป็นอะไรที่ลงตัวสำหรับออกไปถ่ายงานในระหว่างวันนอกสถานที่

   ใครที่สนใจกระเป๋ากล้องทั้งรุ่นนี้เองที่นำมาเป็นอีกหนึ่งสินค้าอินเทรนด์และกระเป๋ากล้องรุ่นอื่นๆ ที่อยากได้ใบใหญ่กว่านี้ หรือ ใบเล็กกว่านี้ในยี่ห้ออื่นๆ ก็สามารถลองเข้าไปเลือกซื้อเลือกสั่งสินค้าทางออนไลน์ได้ในเว็บไซต์ 108plaza ของเราได้เลย ก็จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาและมีการลุ้น แลก แจก แถมของสมนาคุณต่างๆ มากมายตลอดทุกช่วงเลย ก็ลองเข้าไปสมัครเป็นสมัครกับเราได้ รวมไปถึงการติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางหน้าแฟนเพจเฟสบุ๊ค 108plaza ได้ด้วย ก็เข้าไปกด like กันได้ เพื่อนๆ ก็จะไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสินค้ารุ่นใหม่ๆ ของเราด้วย

รีวิว Steelseries Siberia 350 USB Gaming Headset หูฟังแบบ 3 มิติ มีระบบเสียง DTS X ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับคนชอบเล่นเกมส์


   มาเอาใจคอเกมส์ขาโหด ที่ลำโพงแบบธรรมดาทั่วไป หูฟังแบบธรรมดาทั่วไป ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นแบบ 3 มิติ ต้องเป็นแบบ 7.1 ch เท่านั้น ที่จะแยกเสียงมาทางซ้าย มาทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ศัตรูอยู่ตรงไหน แค่ได้ยินเสียงก็เดาทิศทางออก อะไรแบบนั้น มันเกิดมาเพื่อการเล่นเกมส์อย่างดียิ่งจริงๆ แน่นอนว่าคุณสมบัติของตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่นำมารีวิวกันใน 108plaza ตอนนี้ มันไม่มีแค่นี้แน่ๆ ไปติดตามรายละเอียดแบบเจาะลึกกันเลย

   จุดเด่นของหูฟังตัวนี้ก็เป็นระบบเสียงแบบ 7.1 เป็นแบบ 3 มิติ ที่คมชัดทุกย่านเสียงเลยทีเดียว แน่นอนว่าคอเกมส์ทุกท่าน ถ้ามีหูฟังรุ่นนี้ ก็จะค่อนข้างที่จะได้เปรียบคู่ต่อสู้ เพราะจะได้รู้ว่าศัตรูเดินอยู่ตรงไหน ลื่นไถลพื้นทรายเสียงดังอยู่ตรงไหน ทิศทางใด เรารู้ได้ก่อนใครโดยไม่ต้องใช้แผนที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยอื่นใด เจ๋งไหมล่ะครับ ซึ่งชื่อรุ่นของมันเต็มๆ เลยเนี่ย จะเรียกว่า steelseries Siberia 350 7.1 RGB คำว่า RGB นั้นมันหมายถึงว่า ตรงบรเวิรหูฟังจะมีไฟ LED ที่สามารถเปลี่ยนสีสันให้ดูสวยงามแล้วก็ดูเป็นหูฟังแบบเกมส์มิ่ง เกียร์ ได้อย่างดีเลยทีเดียว การปรับเปลี่ยนสีของไฟที่หูฟัง เราสามารถเปลี่ยนสีได้จากซอฟต์แวร์ที่ให้มาเป็นการลง driver ที่มีมาให้ในกล่องอยู่แล้ว ก็เรียกได้ว่ามันดูเป็นหูฟังที่เกิดมาเพื่อสายเกมส์มิ่งอย่างแท้จริงเลยทีเดียว

   ที่นี้มาดูเรื่องของสเปคตัวหูฟังรุ่นนี้กันบ้างนะครับ ตัว driver หรือว่าตัวลำโพงนี่นะครับ จะสามารถรองรับย่านความถี่ได้กว้างมากๆ กว้างแบบชนิดที่ว่าต่ำสุดๆ ไปถึงสูงสุดๆ ได้สบายๆ เลย เป็นหูฟังที่น้อยตัวนักที่เราจะหาสเปคแบบนี้ได้ ก็คือจะรองรับย่านความถี่ได้ตั้งแต่ 20Hz-28kHz กันเลยทีเดียว ย่านต่ำเนี่ยเราไม่แปลกใจอะไร เพราะรุ่นดีๆ บางรุ่นก็ทำได้ถึง 20Hz แต่ย่านแหลมนี่สิครับ ปกติจะได้แค่ 20kHz เท่านั้น แต่ตัวนี้ได้ถึง 28kHz ซึ่งเป็นเสียงแหลมที่คมฟริ้ง มันมันไม่เหมาะกับการเอาไปฟังเพลงแน่ๆ เพราะว่ามันแหลมเกิน แต่พอนำมาเล่นเกมส์ ปลายเสียงแหลมมันเป็น 3 มิติ ดังนั้น มันให้เสียงที่คล้ายๆ กับเราไปอยู่ในโรงหนังเลย มันมันเดาทิศทางเสียได้ชัดเจนมากเลย

   สำหรับตัวหูฟัง Siberia 350 ตัวนี้ก็จะมีสีและรูปแบบของหูฟังให้เลือกอยู่ก็จะมีสีขายแบบมีเงาๆ ปนมาบ้าง ดูสวยงามเหมือนกับรูปด้านบน แล้วก็จะมีสีดำที่ตัดลายด้วยไฟ RGB เช่นกัน ในบ้านเราก็จะมีขายแค่นี้ แต่ในต่างประเทศก็จะมีสีอื่นๆ ที่วางขายแล้ว เห็นในรูปเพื่อนๆ อาจจะคิดว่ามันใหญ่ มันหนัก จะสวมใส่สบายหรือเปล่า เล่นเกมส์นานๆ จะหนักหัว หนีบหัวมั้ย คำตอบคือ ไม่เลย การออกแบบของมัน จากตัวสวมด้านบน มีน้ำหนักเบา เพราว่าเป็นลวดสปริง ที่มาคล้องเอาไว้กับตัว driver ทั้งสองด้าน แอดมินก็ได้ทดสอบใช้งานมาแล้วสักประมาณเกือบๆ 2 สัปดาห์แล้ว ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้หนีบหัวเรามากเกินไป เอาง่ายๆ ว่าการออกแบบมาก็ค่อนข้างใช้งานได้ดีเลยทีเดียว ตรงบริเวณ driver ด้านขวา จะมีไมค์โครโฟนที่ซ่อนเอาไว้อยู่ สามารถดึงเข้า ดึงออกมาใช้งานได้ แล้วก็จะมีปุ่มตัดเสียงไมค์ที่ตรงบริเวณก้านไมค์ด้วย สำหรับเอาไว้เพื่อการพูดคุยกับเพื่อนข้างๆ เวลาที่เราจะเอาไว้พูดคุย วางแผนการเล่น เพื่อนหรือคนที่เล่นอยู่ทีมตรงข้ามเราก็จะได้ไม่ได้ยินเสียงที่เราพูดเข้าไมค์นั้นเอง เมื่อได้สวมหูฟังไปแล้ว ด้านในของที่ครอบหูเรา ออกแบบมาให้มีความนุ่มที่ไม่ได้แข็งมาก แล้วก็ไม่ได้อ่อนมาก เป็นหนังหุ้มด้วยโฟมเอาไว้ เมื่อครอบหูแล้ว จะไม่ค่อยได้ยินเสียงภายนอกเลย ได้ยินเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ บางทีคุณแม่เรียก แฟนเรียก หรือคนอื่นเรียกเรา อาจจะไม่ได้ยินตอนที่เล่นเกมส์อยู่ก็ได้ อาจจะโดนดุเอาง่ายๆ นะครับ แต่ถ้าถามว่าฟังก์ชั่นแบบนี้ดีไหม ดีเลย เพราะเสียงจะได้ยินชัดเจนในด้านในตัว driver เท่านั้น เสียงภายนอกจะไม่รบกวน ทำให้เสียงที่ได้ยินก็ชัดเจนดี

   ตัว drive ที่อยู่ด้านในก็มีขนาด 50 มม. สำหรับค่า SPL – 1kHz อยู่ที่ 102 dB ถือว่าความดังแบบนี้ มันไม่ธรรมดาจริงๆ แล้วก็จะมีตัว volume control อยู่ที่ชุดสายเลย ปรับความดังเบาได้ตามต้องการ สายก็มีความหนา ทนทานดี แต่หัวแจ็คจะไม่ใช่ 3.5 นะครับ แต่จะเป็นแบบ USB ที่เสียบปุบก็ไม่ต้องลอง driver ใดๆ ก็เจอเลย ใช้งานได้เลย คอเกมส์มิ่งคนไหนที่ชอบ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ก็ลองๆ ไปหาดูตามร้านไอทีชั้นนำทั่วไปได้เลย ราคาก็อาจจะสูงสักนิดหนึ่ง แต่เมื่อแรกกับคุณภาพก็ถือว่าน่าลอง

รีวิว SanDisk iXpand Flash Drive for IOS ตัวช่วยเก็บความข้อมูลสำหรับ IOS รุ่นใหม่ล่าสุด แก้ปัญหาข้อมูลในเครื่อง iPhone เต็ม

 

สาวก IOS หรือ สาวก Apple ทั้งหลายโปรดมาอ่านทางนี้ 108plaza รีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้มีทางออกสำหรับคนที่บ้าหอบฟาง เก็บข้อมูลเยอะๆ ทั้งรูปภาพ ทั้งเพลง ทั้งข้อมูล ไฟล์หนัง ซีรีส์ต่างๆ เอาไว้บน ipad , iphone ของคุณ ปัญหาที่เจอก็คือจะถ่ายรูปเมื่อไหร่ก็จะแจ้งเตือนว่าพื้นที่เก็บหน่วยความจำเต็ม หรือ จะนำข้อมูลต่างๆ มาเก็บไว้ในเครื่อง ก็แจ้งเต็ม ต้องลบของเก่าออกไปแบบนี้ ปัญหานี้จะหมดไปถ้ามีตัวช่วยแบบนี้

 

   สิ่งที่เพื่อนๆ เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้มันคือ SanDisk iXpand Flash Drive นั้นเอง เป็นตัวที่เราเรียกว่า แฟลส์ไดช์ทั่วไปที่เราเคยใช้กันนี่แหละครับ ซึ่งคนทั่วๆ ไปที่เคยใช้ตัวแฟลส์ไดซ์ก็จะมีพอร์ดเป็น USB เอาไว้เสียบกับคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊คอะไรแบบนี้ การใช้งานของตัว iXpand ตัวนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่มันแค่เปลี่ยนฟังก์ชั่นให้สามารถมาใช้ร่วมกับตัว IOS ทุกรุ่น ทุกตัวได้แล้วแค่นั้นเอง

   ถ้าเพื่อนๆ เคยติดตามการรีวิวของเรามาเรื่อยๆ จพอทราบว่า SanDisk เองก็เคยผลิตตัว iXpand มาแล้วหนึ่งรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่ แล้วเวลาที่จะใช้งานก็ต้องนำไปชาร์จไฟด้วย แต่พอมาในรุ่นล่าสุด SanDisk เองก็คิดใหม่ ทำใหม่ ให้มันสามารถใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย มีขนาดที่เล็กลง น่าใช้กว่าเดิม โดยตัว ixpand ด้านหน้าจะมีพอร์ด USB 3.0 ให้สามารถเอาไปเสียบใช้งานได้จากคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คทั่วไปได้ โดยตัว iXpand ก็จะมีขนาดที่ยาวกว่าตัวแฟลส์ไดซ์ทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ส่วตรงปลายอีกด้านหนึ่ง ก็จะมีพอร์ด lighting ที่เอาไว้เสียบเข้ากับตัว ไอโฟน ของเราปกตินี่แหละครับ ซึ่งถ้ามองถึงการใช้งานทั่วไป มันก็คือตัว แฟลดส์ไดซ์ดีๆ นี่เอง แต่ความพิเศษที่ตัว SanDisk เองเพิ่มเติมขึ้นมาให้ในตัว iXpand รุ่นนี้ก็คือ สามารถเก็บไฟล์ลับไว้ในโฟลเตอร์เพื่อตั้งรหัสผ่านเข้าใช้งานได้อีกด้วย เป็นการตั้งโฟลเตอร์ลับที่แถมมาให้ตัว ixpand ของทาง SanDisk ที่แถมให้มาเลย ใครที่มีความลับเยอะๆ ก็น่าใช้งานมากเลยทีเดียวครับ อันนี้แอดมินไม่ได้ชี้ช่องทางนะครับ เพียงแค่ว่าบอกถึงคุณสมบัติพิเศษๆ เท่านั้นเอง

   เมื่อบอกถึงคุณสมบัติเบื้องต้นรวมไปถึงการใช้งานกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงคราวที่พูดถึงรายละเอียดการใช้งานกันบ้าง ในเรื่องของความง่าย ความสะดวกในการใช้งานก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว แต่มันไม่สำคัญเท่ากับว่าการใช้งานที่อ่านและเขียนข้อมูลมันจะเร็วหรือไม่ นี่สิสำคัญ ซึ่งแอดมินก็ทำการทดสอบแล้วเรียบร้อย ก็ถือว่าผ่านครับ ทำงานได้ดี ทั้งการบันทึกข้อมูลจากตัวเครื่องเข้าไปที่ตัว iXpand ก็ทำได้ในเวลาที่วัดออกมาแล้วคือ 42 Mb/s แต่ถ้าเสียบตัว iXpand เพื่อให้อุปกรณ์ IOS ของเราอ่านข้อมูลเท่านั้น ก็สามารถทำเวลาได้รวดเร็ว อ่านข้อมูลได้รวดเร็วมากถึง 90 Mb/s เลยทีเดียว ก็สรุปง่ายๆ ว่าแค่อ่านข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้รวดเร็วดี แล้วก็การโยกย้ายข้อมูลจากตัวเครื่องลงไปหรือจากตัว iXpand มายังตัวเครื่อง ก็สามารถใช้งานได้รวดเร็วเช่นกันครับ

   แต่การใช้งานบนอุปกรณ์ IOS นั้นจะต้องดาวน์โหลดแอปที่ชื่อว่า iXpand Drive มาติดตั้งเอวในตัวเครื่องก่อนนะครับ จากนั้นเราก็ทำการเสียบ iXpand ไปที่พอร์ด lighting จากนั้นตัวแอปก็จะเด้งขึ้นมาบนหน้าจอทันทีเลย บนตัวแอปก็จะมีให้เลือกใช้งานอยู่หลากหลายรูปแบบ อย่างแรกเลย copy ไฟล์ไปมาระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 ตัวนี้ได้ พูดง่ายๆ ว่าโยกข้อมูลไปมาได้ ต่อมาก็สามารถเปิดภาพ เปิดไฟล์วีดีโอ ฟังเพลงได้ทันที่โดยไม่ต้องโหลดลงเครื่อง ถัดมาก็จะสามารถสั่งให้ backup รายชื่อ เบอร์โทรต่างๆ จากในเครื่องมาใส่ไว้ใน iXpand นี้ได้ ฟังก์ชั่นอีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจ ก็คือ สามารถนำรูปใน facebook,instragram ก็สามารถโหลดมาเก็บไว้ใน iXpand ได้เช่นกัน

   แต่ต้องบอกเลยว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ เมื่อไหร่ที่เป็นอุปกรณ์เสริมของทาง Apple แล้ว สิ่งแรกที่น่าตกใจคือราคาครับ มันไม่เคยมีอะไรที่ขายมาให้ใช้ได้กับ IOS จะมีราคาถูกสักอย่างหนึ่ง นี่มันคือความเศร้าใจของสาวกแอปเปิลมากเลย ราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น 16 GB อยู่ที่ 1,990 บาท แล้วก็ไปจบอยู่ที่ 128 GB ในราคา 5,490 บาท โอ้ว.. แม่เจ้า ซื้อแฟลดส์ไดซ์อันเดียว เดี่ยวนี้ขายทั่วไปแค่ร้อยกว่าบาท พอมาอยู่บน IOS ปาเข้าไปหลายพันเลย โชคดีที่แอดมินไม่ได้ใช้ IOS นะครับ เพื่อนๆ คนไหนที่เป็นสาวกก็ลองไปหาซื้อดูกันได้เลย

Review JBL Flip 3 ลำโพงบลูทูธกันน้ำได้ใหม่ล่าสุดของเทคโนโยลีแห่งเสียงในยุคนี้

 

ในกลุ่มของลำโพงแบบไร้สายในปัจจุบันที่มีอยู่หลายรุ่นหลายยี่ห้อที่ผลิตออกมาให้ได้เห็นแล้ว คงไม่ตื่นเต้นกันเท่าไหร่นักหากจะมีข่าวว่ามีรุ่นใหม่ผลิตขึ้นมาวางขายในตลาด เพราะส่วนมากผลิตออกมาเป็นระบบ Bluetooth กันหมด แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ถึงความแตกต่างของแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อคือหลายยี่ห้อเน้นมาทำลำโพงให้มีขนาดเล็กลงเหมาะสำหรับที่จะหยิบจับใส่ไปวางตรงไหนก็ได้โดยไม่รู้สึกว่าหนักหรือเกะกะ รวมถึงเอาไปใส่ในกระเป๋าเพื่อพกพาไปไหนมาไหนได้เพื่อใช้งานได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย ซึ่งสินค้าอินเทรนด์ ที่เราจะนำมารีวิวกันในวันนี้ ก็คือ ลำโพงแบบไร้สาย JBL Flip ที่เป็นอีก 1 รุ่น 1 ยี่ห้อ ที่เน้นการผลิตสินค้าให้เข้ากับยุคสมัย และมีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี คงหมดยุคของลำโพงขนาดใหญ่ ๆ ที่มีน้ำหนักมาก ๆ และขนย้ายลำบากแล้ว ลำโพงจึงถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงพกพาสะดวก และให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า และไม่ต้องลำบากเรื่องการพกพาสายเสียบให้ยุ่งยาก เพราะปัจจุบันหันมาใช้ระบบไร้สาย โดยการเชื่อมต่อผ่านระบบ Bluetooth กันแล้ว

 

มาพูดถึง ลำโพงแบบไร้สาย JBL – Charge 2+ เป็นการต่อยอดของรุ่น Charge ที่ค่อย ๆพัฒนาดีขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ตัวเครื่องเป็นส่วนผสมระหว่างพลาสติกและยางและมีแผงด้านหน้าที่เป็นช่องลำโพงที่ลองเคา ะ ๆ ดูแล้วน่าจะเป็นโลหะ สำหรับระบบเสียงก็ดีขึ้นเสียงจากเดิม ดูกระชับมากขึ้น ขนาดของลำโพงและรูปลักษณ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงออกไปจากเดิมมากนัก ใช้แบตเตอรี่ในตัวเครื่องที่สามารถใช้ชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ด้วย เช่นเดิมสามารถใช้ชาร์จ iPhone 6/6s ได้ 2 ครั้งเต็ม ๆ แล้วก็เหลือแบตเตอรี่อีกนิดหน่อยในตัวลำโพง ด้านเสียงของ JBL – Charge 2+ เทียบจากขนาดตัวก็ต้องบอกว่าให้เสียงต่ำ เสียงเบส ที่แน่นดีทีเดียว ความกังวานของเสียงเมื่อเปิดดังมากหน่อยถือว่าทำได้ดี รายละเอียดเสียงทำได้ดี สามารถเอามาต่อกับ iPad ดูหนังได้ด้วย เสียงเล็กเสียงน้อยในหนังก็ได้ยินชัดเจน ส่วนเวลาฟังเพลงก็ให้เสียงที่หนักแน่นดี จุดนี้อยู่ที่สไตล์แล้วค่ะว่าเราชอบฟังเสียงแบบไหน ถัดมา JBL – Flip 3 แค่เห็นสีสันของลำโพงที่ได้มาก็แบบว่าวัยรุ่นมากแล้ว สีลำโพงที่ได้มาเป็นสีชมพู ซึ่ง Flip 3 ก็มีสีอื่นให้เลือกอีกเหมือนกัน ตัวเครื่อง JBL – Flip 3 วัสดุที่เห็นเป็นตาข่าย ๆ เหมือนจะเป็นไนล่อนถักล้อมเอาไว้เกือบทั้งเครื่อง ส่วนที่เหลือจะเป็นยาง บริเวณที่ช่องชาร์จไฟทำมาเป็นฝาปิดแน่นหนาดีทีเดียว โดยบริเวณขอบ ๆ ช่องดังกล่าวก็จะมีซีลยางกันน้ำไว้ด้วย ปุ่มกดต่าง ๆ ของ BL- Flip 3 จะเป็นปุ่มนูนขึ้นมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย แต่ประเด็นคือปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องเวลาจะมองปุ่มก็เลยต้องมองยากซักนิดนึง สำหรับ JBL – Flip 3 มีแบตเตอรี่ในตัวก็จริง แต่ไม่ได้มีช่องให้เสียบสาย USB เพื่อไปชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อื่นนะค่ะ จุดนี้ก็เลยทำให้น้ำหนักของ JBL – Flip 3 เบากว่า Charge 2+ พอสมควร ขนาดของ JBL – Flip 3 เอามาวางเทียบกับ Charge 2+ ก็จะเห็นว่าขนาดเล็กกว่านิดหน่อย เรื่องเสียงของ JBL – Flip 3 พอฟัง Charge 2+ มาก่อน แล้วมาฟังตัวนี้มันคนละแบบเลยทีเดียว โดยเสียงของ JBL – Flip 3 เสียงเบสจะบางกว่า Charge 2+ พอสมควร แนวเสียงก็เลยออกมาโปร่งโล่งกว่า ซึ่งตัวชอบเจ้า Charge 2+ กว่า แต่เพื่อนที่นั่งฟังอยู่ด้วยกันก็กลับมาชอบ JBL – Flip 3 กว่านิดหน่อยต้องที่เสียงเบสไม่แน่นเกินไป คือเสียงเบสเสียงต่ำมีอยู่นะครับ แต่จะไม่แน่นไม่ลึกมากเท่าไหร่ บุคลิกเสียงของ JBL – Flip 3 เสียงจะแหลมกว่าแข็งกว่า Charge 2+ แบบชัดเจน ซึ่งถ้าเอามาฟังเดี่ยว ๆ ไม่มีตัวเปรียบเทียบก็จะไม่ได้รู้สึกอะไรมากก็จะเป็นประมาณว่า การใช้คุยโทรศัพท์ของลำโพงทั้ง 2 รุ่นอยู่ในระดับกลาง ๆ ซึ่งระยะจากลำโพงกับปากเราไม่ควรห่างกันมาก ระยะหวังผลไม่เกิน 30-50 เซนติเมตร โดยประมาณ ซึ่งคุณสมบัติพิเศษก็คือ สามารถกันน้ำได้ JBL – Flip 3 ในจุดนี้กรณีเกิดอุบัติเหตุทำตกน้ำจริง ๆ ก็อย่ารีบนำสายชาร์จมาเสียบชาร์จไฟให้ตัวลำโพง แล้วก็อย่าเพิ่งใช้ช่อง USB เสียบชาร์จไฟให้อุปกรณ์อื่น เพราะถ้าโชคไม่ดีก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดไฟฟ้าลัดวงจรทำให้อุปกรณ์ของเราเสียหายได้ ถ้าโดนน้ำเยอะ ก็ควรนำไปเช็ดแล้วพึ่งตากแห้งซักพัก ก็สามารถนำมาใช้งานได้ปกติแล้ว

 

ถือเป็นลำโพง Bluetooth ขนาดเล็กที่ทำมาได้ดี ถ้าชอบเสียงไม่หนักมากสีลำโพงสวย ๆ เลือก JBL – Flip 3 ยี่ห้อนี้เลย มันโอเคมาก สำหรับการเลือกซื้อสินค้าอินเทรนด์ ที่ได้นำมารีวิวให้ได้ทราบกันในวันนี้ ก็มีวางขายตามร้านขายอุปกรณ์ไอทีทั่วไป หรือร้านชั้นนำ ทั่วประเทศ

รีวิว Huawei Y6II สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ กล้องหน้าก็ไม่ธรรมดาในราคาแบบไทยๆ 6,000 มีทอน

 

   หลังจากที่ Huawei รุกตลาดสมาร์ทโฟนในบ้านเราไปสำเร็จและฮือฮาอย่างมากกับเทคโนโลยีกล้องคู่อย่าง Huawei P9 เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดก็บุกตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางอีกครั้งด้วย gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เว็บไซต์ 108plaza ของเราจะนำมารีวิวกันในตอนนี้เลย นั้นก็คือ สมาร์ทโฟนรุ่น Huawei Y6II

   ก็เป็นสมาร์ทโฟนที่ถูกปรับปรุงขึ้นมาจากในซีรีส์เดิมก็คือตัว Huawei Y6 แล้วก็มาเป็นตัว Huawei Y6II รุ่นที่แอดมินนำมารีวิวกันในตอนนี้ มาพร้อมกับสเปคก็คือ ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 5.5 นิ้ว ก็เป็นขนาดหน้าจอที่ถือว่ากำลังพอดีในช่วงนี้ ที่ผู้คนทั่วไปก็อยากจะใช้งานกันแบบเต็มตาและก็ถือว่าพกพาง่ายด้วยความบางความเบาของตัวเครื่องนั้นเอง ถัดมาก็เป็นความคมชัดของหน้าจอระดับ HD เมื่อได้จับตัวเครื่องแล้วก็รู้สึกว่างานประกอบก็แน่นหนาดี แต่เสียดายที่เป็นตัวบอดี้พลาสติกที่เปิดฝาหลังออกมาได้ ในตัวเครื่องก็จะรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด แล้วก็รองรับการใช้งาน 4G LTE ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถเพิ่มเมมโมรี่ได้ต่างหากมากถึง 128 GB กันเลยทีเดียว แต่ถึงแม้ว่าฝาหลังเป็นพลาสติก ก็ถือว่าทำมาได้ดี สีสันที่ทำออกมาก็ถือว่ามีคุณภาพ ขอบตัวเครื่องก็เป็นแบบขอบโลหะ ดีไซน์ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ภาพพจน์ของมือถือจีนที่ดูแล้วไม่น่าใช้เลย ต้องบอกเลยว่าแบรนด์ Huawei เองก็เป็นระดับอินเตอร์แบรนด์ที่ทำสมาร์ทโฟนออกมาได้ค่อยข้างดี แต่ก็ต้องบอกว่าราคาก็น่าจะอยู่ในระดับ 5 พันบาทขึ้นไปก็จะสามารถใช้งานได้ดีหน่อยนะครับ พูดง่ายๆ ว่าคุณภาพก็ตามราคาอะไรแบบนั้น จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็คือ มาพร้อมกับกล้องหลังที่ 13 ล้านพิกเซล แล้วก็กล้องหน้าที่ 8 ล้านพิกเซล ค่า f/2.0 ทั้งคู่เลย เมื่อเปิดเครื่องเข้ามาก็จะรู้สึกแปลกๆ สักนิดหนึ่งสำหรับตัวแอดมินเองที่ไม่ได้ใช้งานสมาร์ทโฟนแบรนด์ Huawei มาเนี่ยนะครับ เพราะว่า UI ของ Huawei เองนั้นจะแตกต่างจากมือถือทั่วไปอยู่เหมือนกัน แต่พอใช้งานไปสักพักหนึ่ง ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่ก็ต้องปรับความรู้สึกการใช้งานกันสักนิดหนึ่งเท่านั้นเอง

   เมื่อเราทดสอบด้วยแอป antutu กันแล้ว ก็จะได้คะแนนอยู่ที่ 29889 ก็ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ ค่อนไปทางล่างสักนิดหนึ่ง ตัวหน้าจอก็เป็นแบบ IPS ที่แสดงผลออกมาก็ไม่ถือกับว่าขี้เหร่ แต่มันก็อาจจะไม่ได้สดเหมือนจากทางฝั่งเกาหลีเค้า ก็ดูๆ แล้วการแสดงผลก็ได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้ผิดเพี้ยนอะไร ซึ่งในตัวเครื่องก็จะเป็นซีพียูของทาง Huawei เองก็เป็น Kirin 620 วิ่งด้วยความเร็ว 1.2 GHz Octa-core ความจุของแบตเตอร์รี่ให้มาที่ 3000 mAh ก็ถือว่าใช้งานได้สบายๆ ใน 1 วัน เพราะตัวเครื่องไม่รองรับการชาร์จไว

   การใช้งานทั่วไป เรืองของการเข้าเว็บไซต์ที่เป็นเบราเซอร์ต่างๆ รวมไปถึงการใช้งานเพื่อเล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นใน facebook , instragram แล้วก็ในช่องทางอื่นๆ แบบทั่วไปที่ใช้งานกันเนี่ยนะครับ ผลการทดสอบมาประมาณสัก 1 สัปดาห์ ก็ต้องบอกเลยว่าใช้งานได้ดี ถึงแม้ว่าสเปคจะดูแล้วไม่ได้หวือหวาสักเท่าไหร่ แต่การใช้งานทั่วไปต้องบอกว่าลื่นไหลดีเลยทีเดียว

   มาดูในส่วนของการเล่นเกมส์กันบ้าง แน่นอนว่าราคากลางๆ 5-6 พันบาทแบบนี้ ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจครับกับการเล่นเกมส์ ซึ่งแอดมินทดสอบการเล่นเกมส์ fifa 16 , Nova 3 หรือแม้แต่เกมส์ Pokemon GO เนี่ยไม่ต้องพูดถึงครับ เล่นได้สบายๆ อยู่แล้ว แต่เกมส์ที่บอกไปช่วงต้น ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ ครับ แต่เนื่องด้วยหน้าจอที่มันได้แค่ HD เท่านั้น ภาพที่ได้มันอาจจะไม่ได้เนียนตา ไม่ได้แรงเท่ากับราคาหลักหมื่นนะครับ แต่ถามว่าซื้อมาแล้วเล่นได้ไหม คำตอบคือเล่นได้ เอาอยู่ แต่ก็อย่างที่บอกไป ถ้าไม่จริงจังกับเกมส์สักเท่าไหร่ เล่นบ้างเป็นครั้งคราวก็ถือว่าตอบโจทย์ครับ เพราะว่าเครื่องไม่ร้อนด้วย ในส่วนของคุณภาพเสียงลำโพง ผลการทดสอบก็คือ ให้ระดับกลางๆ แล้วกัน เสียงมีความดังดีมาก แต่เรื่องมิติเสียง เรื่องชิปเสียงยังทำมาไม่ได้ดีมากนัก แต่อย่าลืมว่าราคาอย่างที่บอกไปนะครับ ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

   จุดเด่นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่รีวิวไม่ได้เลยใน gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ ก็คือเรื่องของกล้องหน้า มันถ่ายออกมาค่อนข้างดีเลยทีเดียว คาดว่าน่าจะเหมาะกับสาวๆ ที่ไม่ชอบแต่งหน้า แต่อยากจะได้กล้องที่แต่งหน้าได้จากในกล้องแบบไม่ต้องพึ่งแอป ใน Huawei Y6II รุ่นนี้สามารถเลือกได้เลยว่าจะทำแก้มชมพู ทำขอบตา เขียนคิ้ว เลือกได้เลยทีเดียว มันเหมาะกับการเซลฟี่ การถ่ายวีดีโอทั้งกล้องหน้าและหลังก็จะได้ความละเอียดสูงสุดที่ Full HD กันเลยทีเดียว โดยรวมๆ แล้วมันเป็นสมาร์ทโฟนในราคาประหยัดที่ไม่ต้องถึงกับหลักหมื่นก็เล่นกับมันได้สนุกๆ ก็มีเข้ามาวางขายในบ้านเราแล้ว ลองไปหาทดสอบเล่นกันได้ตามร้านค้าชั้นนำนะครับ

รีวิวกล้อง 360 องศา Samsung Gear 360 vs LG 360 Cam ตัวไหนดีกว่ากัน ข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร

 

   ยุคนี้คนนิยมกันมากเลยเกี่ยวกับ gadget ที่เป็นกล้องถ่ายภาพ หรือ แว่นตา 360 องศา ที่เรียกว่าว่น VR นั้นเอง ดังนั้น เว็บไซต์ 108plaza ของเราก็ไปจัดการจับเอาอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ที่สามารถใช้ร่วมกับภาพที่เป็นมุมมอง 360 องศามาให้เพื่อๆ ได้ติดตามกัน แล้วที่พิเศษกว่านั้นคือ เราจะเอามา Battle กัน คือเอามาเปรียบเทียบกันถึง 2 ตัว 2 รุ่น 2 ค่ายที่มีการเปิดตัวมาในต่างประเทศในช่วงเดียวกันและกำลังจะนำเข้ามาขายในบ้านเราเร็วๆ นี้ด้วย สิ่งที่แอดมินพูดถึงอยู่นั้นมันคือ gadget 2 ตัวนี้เลย กล้อง 360 องศาจาก Samsung gear 360 และ LG 360 Cam นั้นเอง ทั้งสองรุ่นนี้จะมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร แล้วหาเพื่อนๆ จะซื้อมาใช้งานจะต้องตัดสินใจซื้อรุ่นไหนดีกว่ากันถึงจะคุ้มค่าที่สุด มาติดตามกันเลย

   ต้องบอกกับเพื่อนๆ แบบนี้ก่อนในเบื้องต้นว่า เรื่องของฟังก์ชั่นการใช้งานของกล้อง 360 องศาของทั้งสองรุ่นที่นำมา Battle หรือมาเปรียบเทียบกันนี่นะครับ มันมีการใช้งานที่เหมือนกัน คือ อย่างแรกมีกล้อง 2 ตัว ด้านหน้า ด้านหลัง แบ่งการเก็บภาพแบบด้านละ 180 องศา เหมือนกัน จะเก็บภาพเป็นวงกลมที่ครบทุกมุมมองเช่นกัน สามารถที่จะถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง แล้วก็วีดีโอ เช่นกัน เรื่องของรูปทรง กล้องของ Samsung จะใหญ่กว่านิดหน่อย กล้อง LG จะมีขนาดเล็ก พกพาง่ายกว่านิดหนึ่ง กล้องทั้งคู่จะมีขาตั้งหรือขาจับเล็กๆ ที่เอาไว้ถือกล้องถ่ายได้เช่นกัน แล้วก็สามารถเปลี่ยนขาตั้งกล้องยี่ห้ออื่นๆ ที่ใหญ่ ที่ตั้งได้สูงกว่านี้เช่นกัน นี่คือในส่วนของรูปทรงและการใช้งานทั่วไปจะแตกต่างกันตรงนี้

   แต่ในส่วนของสเปคนั้นค่อนข้างต่างกันชัดเจน เพราะตัวกล้องของทาง Samsung จะมีความคมชัดกว่า สเปคของการถ่ายภาพนิ่งนั้นจะสามารถถ่ายได้ที่ความละเอียดสูงสุดที่ 30 ล้านพิกเซล ถ่ายวีดีโอ ความคมชัดสูงสุดที่ระดับ 4K เลยทีเดียว แต่กล้องของทาง LG จะด้อยกว่านิดหนึ่ง คววามสามารถในการถ่ายภาพนิ่งจะได้ที่ความละเอียดสูงสุด 12 ล้านพิกเซล แต่ถ้าถ่ายวีดีโอจะได้ความคมชัดแค่ระดับ 2K เท่านั้นเอง นื่คือความแตกต่างจุดแรกที่หลายคนต้องตัดสินใจกันเอาว่าอยากจะได้กล้องที่ความละเอียดเยอะๆ แค่ไหน ซึ่งแอดมินก็แนะนำว่าต้องใช้กล้องที่ความละเอียดเยอะๆ สักนิดหนึ่ง เพราะภาพแบบ 360 องศาก็คือภาพจะยึดออกอยู่แล้ว ถ้ากล้องความละเอียดน้อยๆ ภาพก้จะแตก จะเบลอได้ง่ายๆ นั้นเองนะครับ แต่ถามว่าความละเอียดที่ LG ให้มาในกล้องตัวนี้เพียงพอกับกล้อง 360 องศาหรือไม่ คำตอบก็คือเพียงพอแล้วนะครับ แต่ถึงแม้ความละเอียดจะน้อย แต่ในกล้องของ LG ก็งัดไม้เด็ดมาสู้คือมีระบบไมค์โครโฟนเพื่อบันทึกเสียงมาให้มากถึง 3 ตัว แล้วก็เป็นระบบเสียงแบบ 5.1 audio คือเรื่องของการบันทึกวีดีโอ ระบบเสียงจะเข้ามาในตัวกล้องมากถึง 5 ช่องทาง นั้นหมายความว่า เมื่อเวลาเอาไฟล์จากกล้อง LG ตัวนี้ไปตัดต่อ จะได้เสียงที่มีมิติรอบทิศทางคล้ายกับเราอยู่ในโรงหนังเลย เรียกว่าได้ทั้งภาพและเสียงที่รอบทิศทางนั้นเอง แต่กล้องของทาง Samsung เองก็ยังคงเป็นระบบเสียงแบบ stereo แบบ 2 ข้างแยกซ้ายขวาอยู่นั้นเอง

   จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างที่กล้อง LG ทำไม่ได้แต่ Samsung ทำได้ก็คือมีระบบกันน้ำ กันฝุ่น กันกระแทก ดังนั้น gear 360 กล้องตัวนี้สามารถเอาไปถ่ายใต้น้ำ ไปทำกิจกรรมที่ลุยๆ ได้แบบไม่ต้องกลัวว่ามันจะพังง่าย ตกน้ำก็ไม่เป็นอะไร แต่เรื่องของการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนั้นจะแตกต่างกันตรงที่ LG 360 cam จะสามารถเชื่อมต่อโดยผ่านแอปได้จากสมาร์ทโฟนทางฝั่ง Android ได้ทุกรุ่น ทุ่กยี่ห้อ แต่ IOS เชื่อมต่อไม่ได้นะครับ แต่กล้องของทาง Samsung gear 360 ก็จะสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้แค่ S7 , S7 edge เท่านั้น ที่จะเชื่อมต่อกับกล้อง 360 ของทาง Samsung ตัวนี้ได้ ดังนั้น ถ้าหลายๆ ท่านไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน 2 รุ่นนี้ของทางซัมซุง มันก็จะอยากในการดูภาพแล้วก็ถ่าย เนื่องจากตัวกล้องไม่มีหน้าจอ อาศัยจินตนาการแล้วก็กดถ่ายไปเลย เป็นภาพมุมกว้าง แล้วก็จะโยกย้ายไฟล์ภาพหรือวีดีโอจากในตัวกล้องมาอัพขึ้นโซเชียลก็ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง ต้องถอดเมมโมรี่มาเข้าคอม หรือ ใช้อุปกรณ์ OTG อื่นๆ มาเชื่อมต่อแทน แต่ถ้าใช้กล้อง LG ก็จะสามารถเห็นภาพที่เราจะถ่ายได้ทันทีและดึงภาพขึ้นโซเชียลได้เลยทันทีเช่นกัน

   ก้ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เป็นกล้อง 360 องศา แบบนี้นั้นมันมีอีกหลายๆ ยี่ห้อที่ผลิตขึ้นมาไม่ใช่แค่ 2 แบรนด์ที่เราได้นำมาเปรียบเทียบกันในบทความครั้งนี้เท่านั้นนะครับ ก็ลองไปหาซื้อ หาข้อมูลเพิ่มเติมกันได้ ซึ่งเรื่องราคากล้องทั้ง 2 รุ่นที่นำมารีวิวครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในบ้านเรานะครับ คร่าวๆ ก็คือ LG จะราคาต่ำหมื่น ส่วน Samsung จะราคาหมื่นกลางๆ ก็ลองติดตามกันได้ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศเลย

รีวิว Xiaomi mi max สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ 6.44 นิ้ว สเปคเทพ กล้องแจ่ม แบตอึด แค่นี้จะเอาอะไรอีก

 

   ใครที่กำลังหาสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ๆ หรือใครที่กำลังจะหา Tablet สักหนึ่งเครื่องที่หน้าจอ 7 นิ้ว อยู่ตอนนี้ ต้องบอกเลยว่าหลายท่านจะต้องหันมามองสมาร์ทโฟนที่หน้าจอใหญ่พอๆ กับ Tablet แต่เรียกว่า Phablet แต่มันได้อะไรที่คุ้มค่ามากกว่า Tablet แน่นอน ไปรีวิว Xiaomi mi max กันเลย

   ต้องบอกเลยว่าหลังจากที่ได้ทดสอบใช้งานกันมาเบื้องต้นเกี่ยวกับ gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้มาแล้วนั้น อย่างแรกเลยทีสัมผัสได้ กล้องเทพ เครื่องลื่น เล่นเกมส์ได้ หน้าจอสวย แบตก็นาน หน้าจอก็ใหญ่ คือต้องบอกเลยเดี่ยวนี้สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนก็มีอะไรดีๆ มาให้ได้ใช้งานกันค่อนข้างเยอะ แล้วก็ราคาไม่ได้แพงด้วย ก็แค่หมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง เป็นอะไรที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ได้ติดแบรนด์ ว่าต้องเป็นแบรนด์ผลไม้ แบรนด์ ss อะไรแบบนั้นนะครับ ซึ่งตัวสมาร์ทโฟน mi max เครื่องนี้ต้องบอกว่าหน้าจอที่ใหญ่ถึง 6.44 นิ้ว แต่มันจับหรือสัมผัสแล้วไม่ได้รู้สึกว่าใหญ่มากมายจนพกยากแต่อย่างใด เพราะตัวเครื่องนั้นมีความบาง ขอบจอที่บาง ข้างหลังตัวเครื่องก็จะมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับไฟแฟลดซ์แบบทูโทน แล้วก็จะมีลำโพงอยู่ด้านล่าง ดีไซน์ก็ต้องบอกว่าสวยดีเลยทีเดียว

   ในเรื่องของชิปประมวลผลนั้นใช้เป็น snapdragon 650 การ์ดจอเป็น Adreno 510 ซึ่งต้องบอกว่าใครต้องการตัวแรงกว่านี้ จะมีรุ่นที่เป็นรุ่น Pro ออกมาขายด้วย จะแรงกว่านี้อีก แต่รีวิวรุ่นล่างก็ถือว่าแรงพอสมควรแล้วนะครับ ซึ่งเรื่องของสเปคต้องบอกว่าดีเลยทีเดียว แต่เน้นการใช้งานที่จะรีวิวก็คือ อย่างแรกการใช้งานเบื้องต้น การเข้าเว็บ ท่องเน็ต เล่นโซเชียล บอกเลยว่าไหลลื่นดีมาก แล้วก็การ touch screen ก็ถือว่าแตะแล้วติดมือดีไม่น้อยเลย คือต้องบอกเลยว่ามันอเนกประสงค์ดีจริงๆ นะครับ กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล f/2.0 ทั้งคู่ กล้องหน้าก็ยังเป็นเลนส์ wide ด้วยให้มุมถ่ายภาพที่กว้าง เซลฟี่ได้สะใจ ให้มุมที่กว้างถึง 85 องศา ให้แรมมา 3 จิก แบตความจุ 4850 mAh ก็ถือว่ามันใช้งานได้ยาวๆ ทั้งวันทั้งคืน แล้วก็ทะลุไปข้ามวันเลย ก็ยังไม่หมด แต่ถ้าเล่นกันยาวๆ ก็ 1 วันเต็มๆ อยู่ได้สบายเลย

   แน่นอนว่าหลายคนซื้อสมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่ๆ แบบนี้มา 6.44 นิ้ว อย่างแรกเลยที่คาดหวังและต้องการจะได้มาใช้งานก็คือ เรื่องของการเล่นเกมส์ มันต้องเล่นเกมส์ได้สะใจ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องของสเปคที่ถือได้ว่าเป็นตัวล่างสุดในรุ่นแล้วเนี่ยนะครับ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เล่นเกมส์ได้ไหลลื่นจนชนิดที่บอกว่าลื่นหัวแตกกันไปเลย ว่ากันง่ายๆ ในการเล่นเกมส์ก็ touch ได้ติดมือ ภาพเนียนตา ไม่สะดุด ไม่หน่วง เล่นเกมส์กราฟฟิกหนักๆ เอาอยู่ ไม่ต้องยกตัวอย่างเกมส์นะครับ เอาเป็นว่าหนักๆ จริงๆ ก็เล่นได้ แต่ถ้าไม่สะใจ ลองไปดูรุ่นที่เป็น snapdragon 652 RAM 4 GB ราคาก็จะแพงกว่านิดหนึ่ง แน่การันตีเลยว่าลื่นจริงๆ ในการเล่นเกมส์นะครับ ส่วนของเสียงลำโพง ก็ให้มาแค่ตัวเดียวด้านล่าง แต่เสียงก็ดังใช้ได้เลย เล่นเกมส์ก็สนุก แต่จะให้ครบรสก็ลองไปหาหูฟังเทพๆ สักตัวหนึ่งมาใช้งานเพิ่มเติม ก็จะช่วยให้เล่นเกมส์ได้สนุกยิ่งขึ้น การสัมผัสหรือ multi touch บนหน้าจอได้ทั้งหมด 10 จุด นอกจากนั้นก็จะมีเข็มทิศมาให้ด้วย สามารถที่จะใช้ GPS ได้ ใช้นำทางได้ เรื่องของการดาวน์โหลดก็ทำได้ใน play store ได้ปกติเลย

   เรื่องที่สำคัญเลยที่ต้องรีวิวกันใน gadget สินค้าอินเทรนด์ตัวนี้ ก็คือเรื่องของกล้องนั้นเอง ก็คือเราย้ำกันอีกครั้ง การใช้งานทั่วไปไหลลื่น เล่นเกมส์ดี เสียงลำโพงดี แต่ไม่ถึงกับดีมาก หน้าจอสวยแต่อาจจะไม่สวยเท่าจอ LED ที่มันจะสดกว่านิดหน่อย ก็แล้วแต่ความชอบของบุคคลนะครับ ถัดมาก็คือเรื่องกล้องกันบ้าง ก็ต้องบอกว่า Xiaomi เป็นแบรนด์ระดับ inter นะครับ เพราะฉะนั้นกล้องก็ถือว่าไม่ธรรมดา จุดเด่นเลยกล้องหน้าโฟกัสได้ไว แตะปับติดเลย นอกจากนั้นก็จะมีโหมดต่างๆ ทั้ง HDR บิวตี้ และอื่นๆ แต่ในโหมดโปรจะปรับได้แค่ค่าไวท์บาลานและ ISO เท่านั้นในกล้องหน้า ส่วนกล้องหลังก็จะเช่นเดียวกันคือโฟกัสติดเร็ว มีความสวยงามที่อยู่ในระดับดี คือเอาง่ายๆ ว่าถ้าไปซื้อแท็บเล็ดราคาหมื่นต้นๆ เชื่อว่ายังไม่มีตัวไหนที่ให้กล้องหน้าและกล้องหลังที่ดีเท่านี้เลย เพราะฉะนั้น มันก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกแล้วกันสำหรับคนที่อยากได้แท็บเล็ดสักตัว แต่ตัวนี้มันคือสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจเลย ส่วนสเปคโดยละเอียดนั้นก็สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ xiaomi ได้เลยนะครับ

รีวิว Samsung Galaxy C Series สมาร์ทโฟนที่เปิดตัวแล้วในจีน

 

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ที่จะมารีวิวในตอนนี้เป็นสมาร์ทโฟนค่ายยักษ์ใหญ่ทางฝั่ง Android อย่าง Samsung ที่ในช่วงปลายเดือน มิถุนายน 2016 ที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนน้องกลางใน Series C ขึ้นมาใหม่ 2 รุ่นด้วยกัน ก็มีการเปิดตัวในประเทศจีน แต่คาดว่าจะเข้ามาไทยหรือไม่นั้น ก็คงจะยากสักนิดหนึ่ง เพราะคนไทยอาจจะต้องรอเปิดตัว Galaxy Note 7 เลยทีเดียว ใน C series นี้อาจจะไม่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา แต่อย่างไรแล้วก็ต้องติดตามกับทาง Samsung ประเทศไทยดูอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่การรีวิวของเราในครั้งนี้เราบินตรงกันไปที่จีนเลย เพื่อไปสัมผัสกับสมาร์ทโฟนรุ่นกลางๆ ระหว่างตระกูล J และ ตระกูล A นั้นคือตระกูล C ทั้งสองรุ่นนี้ครับ

   Samsung Galaxy C5 และ C7 นี่คือสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวและวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีน ก็ต้องบอกว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ยังคงเอกลักษณ์ของความเป็น ซัมซุง เอาไว้อยู่ มองแวบเดียวก็จะรู้ว่าเป็นแบรนด์นี้นะครับ แต่เรื่องของสเปคและดีไซน์ตัวบอดี้นั้น ค่อนข้างจะเน้นในตลาดกลางและตลาดบนสักนิดหนึ่ง มาพร้อมกับสเปคที่ไม่ได้แรงมากมายอะไรนัก แต่ก็สามารถเล่นเกมส์ได้อย่างไม่น่าห่วงมากนัก รวมไปถึงเรื่องกล้องที่ยังคงเน้นมาที่ค่า f น้อยๆ เพื่อให้กล้องนั้นดีทั้งด้านหน้าและหลัง รวมไปถึงหน้าจอที่เป็นเอกลักษณ์ที่เป็นแบบ super amoled รวมไปถึงบอดี้ที่เป็นแบบโลหะทั้งตัว ก็ถือว่าน่าสนใจ ใครที่ไปเมืองจีนก็อาจจะหิวมาใช้งานก็ได้เช่นกัน

   มาดูรายละเอียดเกี่ยวกับสเปคของสมาร์ทโฟนทั้ง 2 รุ่นกันเลยดีกว่า เรื่องของขนาดหน้าจอนั้น C5 จะอยู่ที่ 5.2 นิ้ว C7 จะมีขนาดหน้าจอที่ 5.7 นิ้ว ความคมชัดก็อยู่ที่ Full HD เท่ากันทั้ง 2 รุ่น ในเรื่องของความละเอียดกล้องหลังจะอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล f/1.9 และ กล้องหน้าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล f/1.9 เช่นกัน กล้องหน้าเป็นเลนส์ wide ด้วย ก็ทำให้เรื่องของการเซลฟี่นั้นหายห่วงเลยทีเดียว ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ก็มีสเปคกล้องที่เท่ากันด้วยนะครับ แต่แอดมินคิดว่าเมื่อได้ไปลองจับๆ มาแล้วด้วยขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าของตัว C7 ก็อาจจะทำให้กล้องหน้านั้นน่าใช้งานมากกว่านะครับ แต่โดยรวมแล้วเนี่ย ต้องบอกเลยว่าเอกลักษณ์ของกล้อง ซัมซุง ที่มีคววามสด แล้วก็ค่อนข้างสว่างเมื่อถ่ายในที่แสงน้อย ก็ใช้งานได้ดีเลยทีเดียวครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่น่าสนใจและถ้าเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา ก็คงขายดีไม่น้อยเลยทีเดียว ในเรื่องกล้องถือว่าเยี่ยมเลยทีเดียวครับ

   สำหรับสเปคภายในของ C5 และ C7 นั้นจะมาพร้อมกับซีพียูที่เป็นตัว snapdragon 617 แบบ 8 แกนสมอง แล้วก็จะมาพร้อมกับ RAM 4 GB ส่วนหน่วยความจำที่เปิดตัวมาให้เลือกในแต่ละรุ่นย่อยนั้น จะมีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นย่อยคือ รุ่นที่มี ROM 32 GB และ ROM 64 GB นั้นเอง แต่ในตลาดเมืองจีนจะเน้นไปที่ตัว 64 GB มากกว่า แต่ภายในตัวเครื่องของทั้ง 2 รุ่นหลักนี้ ก็จะสามารถเพิ่ม micro sd card ได้สูงสุดที่ 128 GB เช่นกัน สำหรับการรองรับการใช้งานเครือข่ายนั้น ก็สามารถรองรับ 2 ซิมการ์ดแบบนาโนซิม แล้วก็รองรับ 4G LTE ดังนั้น ถ้าใครที่หิวเข้ามาใช้งานในบ้านเรา ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็สามารถใช้งานได้เหมือนกันนะครับ เรื่องของราคานั้นก็อย่างที่บอกว่าในเมืองจีนจะวางตำแหน่งทางการตลาดเอาไว้ที่ตัวกลางระหว่างตระกูล J กับ A ดังนั้น ราคาของตัว C5 ที่เมืองจีนก็จะอยู่ที่ราคาประมาณ 1 หมื่นต้นๆ แล้วก็ตัว C7 นั้นจะอยู่ที่ราคา 1 หมื่นกลางๆ ในด้านของความจุแบตเตอร์รี่ก็อยู่ที่ 3300 mAh ในตัว C7 และ 2600 mAh ใน C5 ส่วนทั้งสองรุ่นก็จะมี NFC มาให้ใช้งานกันด้วย

   ในส่วนของภาพตัวอย่างสินค้าของเรา 2 ภาพด้านบนก็จะเป็นตัว C5 ส่วนภาพล่างสุดก็จะเป็นตัว C7 นั้นเองนะครับ ใครที่ชอบมือถือหน้าจอใหญ่ๆ นิดหนึ่ง เพื่อความคมชัดในการมองหน้าจอที่เต็มอื่ม ก็อาจจะชื่นชอบตัว C7 แต่ใครที่เน้นความสะดวกสบายในการพกพาก็มองไปที่ตัว C5 แต่ทั้งสองรุ่นนี้ ที่แอดมินสะดุดตาคือ การดีไซน์ด้านหลัง ต้องบอกว่ามันไปแอบเหมือนกับคู่แข่งทางฝั่ง IOS บ้างเล็กน้อย ก็ถือว่าสวยงามดีเลยทีเดียว แต่ก็ต้องลุ้นกันสักนิดหนึ่งนะครับ ว่าสมาร์ทโฟนที่นำมาเป็น gadget สินค้าอินเทรนด์ในครั้งนี้ มันจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราหรือไม่ อันนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปกับทางซัมซุงประเทศไทยด้วย