รีวิว Motorola Moto Z สมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมที่เป็น Pure Android สมาร์ทโฟนโมดูลาร์ที่สามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์เสริมเพียบ

 

   สมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุด! ที่คิดว่าทุกคนต้องชอบ กับความเป็น Pure Android โดยการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ในครั้งนี้ของเว็บไซต์ 108plaza แอดมินจะพาไปติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนสุดพรีเมี่ยมและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพงานประกอบของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในแบรนด์ Motorola ที่ยังคงวางกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดที่เป็นแนวคิดว่าเดียวกันกับ google ที่ได้จับมือร่วมกันผลิตสมาร์ทโฟนที่ไม่ได้แต่งเดิมตัว UI อะไรมากมาย ทำให้ตัวเครื่องนั้นไหลลื่น พร้อมกับสเปคที่แรง ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของสมาร์ทโนในแบรนด์ Moto นั้นเอง ล่าสุดนี้มีการแถลงข่าวแบะเปิดตัวในงาน Lenovo tech world ที่ผ่านมานี้ บอกเลยว่า goodbye Moto X , Hello Moto Z แล้วแอดมินก็จะพาไปรีวิวตัว Moto Z ที่ได้กล่าวถึงสรรพคุณมากมายมาแล้วในช่วงต้นนี้กันแบบเจาะลึกกันเลย

   ซึ่งในงานก็มีแต่ผู้คนที่จับจ้องไปที่การเปิดตัวสมาร์ทโฟน Moto Z กันนี่แหละนะครับ เพราะถือว่าสมาร์ทโฟนนอกจากจะใช้งานในตัวเครื่องกันอย่างเดียวแล้ว ก็ถือว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวโมดูลาร์ ที่จะใช้สมาร์ทโฟนเข้าไปร่วมกับตัวอุปกรณ์เสริมๆ อื่นๆ อย่าง Moto mos ได้อีกหลายๆ ชิ้นเลยทีเดียว แต่ก่อนอื่นๆ แอดมินจะพาไปดูว่าสเปคของตัวเครื่อง Moto z นั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว หน้าจอเป็นแบบ amoled ความคมชัดระดับ quad HD ตัวชิปประมวลผลนั้นเป็น Qualcommm snapdragon 820 สำหรับตัวหน่วยความจำภายในนั้น จะมีให้เลือกอยู่ 2 รุ่นย่อยด้วยกัน ก็คือจะมีตัว ROM 32 GB และ ROM 64 GB สามารถเพิ่มตัวหน่วยความจำสำรองได้สูงสุดที่ 256 GB ให้ RAM 4 GB ส่วนสเปคของกล้องนั้น กล้องหลังจะมาพร้อมกับความละเอียด 13 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับระบบป้องกันการสั่นหรือว่าระบบ OIS และระบบ ออโต้ โฟกัส กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กล้องหน้านั้นสามารถใช้เป็นกล้องเซลฟี่ได้ เพราะมีมุมภาพที่กว้างและเป็นเลนส์ wide ด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับความจุของแบตเตอร์รี่ขนาด 2600 mAh แต่สำหรับแอดมินคิดว่ายังให้มาน้อยไปสักนิดหนึ่ง เพราะหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วก็อาจจะกินแบตได้พอสมควร แต่ไม่แน่ว่า ตัวที่เป็นระบบ pure android นั้น จะสามารถประหยัดแบตได้ดีมากขึ้นก็ได้ เพราะตัว Moto Z ที่แอดมินได้รีวิวมานี้ ยังไม่ได้เข้ามาเมืองไทย ณ ตอนนี้ นั้นเองที่แอดมินกำลังทำบทความรีวิวนี้ขึ้นมายังอยู่ในช่วงกลางเดือน มิถุนายน 2016 แต่ทาง Moto ประเทศไทยเองก็ยืนยันมาแล้วว่า ตัวสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเข้ามาบ้านเราอย่างแน่นอน ส่วนระบบปฏิบัติการนั้นก็เป็นเวอร์ชั่น 6.0.1 pure Android อย่างที่บอกไปในช่วงต้นเลย

   สำหรับการดีไซน์ Moto Z นั้นมาพร้อมกับตัวเครื่องที่บางเฉียบ บางกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ที่ Moto เคยทำมา ส่วนฝาหลังเป็นแบบกระจกมันวาว ต้องบอกว่าแอดมินได้สัมผัสตัวเครื่องจริงๆ ที่งาน Lenovo tech world ก็ต้องบอกว่าสวยงามมากเลยทีเดียว แต่เมื่อจับไปสักพักหนึ่ง ก็จะเห็นรอยนิ้วมือขึ้นมาทันที ต่อมาในตัว Moto Z นั้นที่ปุ่มด้านล่างที่เห็นอยู่ในรูปตัวอย่างสินค้า จะทำหน้าที่เป็นปุ่มสแกนลายนิ้วมือเท่านั้นเอง ไม่สามารถใช้เป็นปุ่มโฮมได้ แต่จะมีปุ่มโฮมแบบ on-screen ที่หน้าจอ ก็อาจจะต้องปรับตัวกันสักนิดหนึ่งในช่วงแรกๆ ที่ใช้งาน ส่วนงานประกอบโดยรวมถือว่าคุณภาพระดับพรีเมี่ยมเลยละครับ ส่วนอีกหนึ่งจุดเด่นที่ Moto ทำขึ้นมาให้ตัวเครื่องนั้นมีความบาง ก็เนื่องจากว่าจะต้องเอามาใช้งานร่วมกับตัว Moto mos ที่เป็นอุปกรณ์เสริมที่จะเอามาแปะไว้ที่ด้านหลังเครื่องเพื่อเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นลำโพง JBL ก็ได้ หรือ เปลี่ยนให้เป็นโปรเจคเตอร์พร้อมลำโพง หรือ แบตเตอร์รี่เสริม โดยตัว Motto mos นั้นจะมีตัวเซนเซอร์อยู่ดานหลัง 16 จุด เมื่อใส่เข้ากับตัว Moto Z จะรู้ได้ทันทีว่าตัว Moto mos นั้นคืออุปกรณ์เสริมอะไร ตัวแอปที่จะใช้งานร่วมกันก็จะเปิดขึ้นมาทันทีเลย ในอนาคตทาง Moto ก็จะพัฒนาตัวอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า Moto mos อีกหลายๆ ชิ้นขึ้นมาให้ได้ใช้งานกันอย่างแน่นอนครับ

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่นำมารีวิวในครั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากทาง Moto เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า Moto Z จะมีการวางขายในทั่วโลกในเดือนกันยายน 2016 นี้แน่นอน แล้วก็ใครที่ชื่นชอบในความเป็น Moto Z แล้วละก็ สามารถเตรียมตังค์กันไว้ได้เลย เพราะสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราอย่างแน่นอนครับ ส่วนเรื่องของราคาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ก็ต้องรอลุ้นกันว่า ราคาจะถูกใจตามสเปคหรือเปล่า

Review MIDAS M32R Digital Mixer เล็กๆ แต่ใช้งานได้สะดวกมีเครื่องเดียวจบ

 

   หมดปัญหาเรื่องของการขนอุปกรณ์เครื่องเสียงในการ Mix เพลงหรือดนตรีกันอีกต่อไป ไม่ต้องขนทั้ง comp ไม่ต้องขนทั้ง EQ ไม่ต้องขนทั้ง cross over แล้วก็อุปกรณ์ตัวอื่นๆ แล้วก็ไม่ต้องขน mixer แบบอานาร็อคที่เครื่องใหญ่ๆ ที่ใช้กัน 16 ชาแนล 24 ชาแนล ขนมิกเซอร์กันไปเครื่องหนึ่งยาวเป็นเมตร อะไรแบบนั้น หมดปัญหาไปได้เลยครับเพื่อนๆ sound engineer ทั้งหลาย ในตอนนี้ 108plaza ของเรามี Digital mixer ที่เครื่องเล็กนิดหนึ่ง เบาด้วย แต่มีครบทุกฟังก์ชั่นแล้วก็สามารถใช้งานกันได้ทั้งหมด 16 ชาแนลเลย กับดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้ครับ

   Gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่เพื่อนๆ เห็นในภาพด้านบนนี้เป็น Digital mixer ที่มีชื่อรุ่นว่า Midas M32R นั้นเองครับ เป็นดิจิตอลมิกเซอร์ที่มีครบเลยในเครื่องเดียว เราสามารถใช้เครื่องเดียวตัวนี้ไปรับงานข้างนอก แล้วก็มามิกเสียงเพลงอีกทีหนึ่งที่บ้านหรือที่สตูดิโอของเราเองได้ด้วย เรียกว่ามันใช้งานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องหอบมิกเซอร์แบบอานาร็อคอีกต่อไปครับ แต่ในเรื่องของความง่าย ความสะดวกมันเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เราเลือกมารีวิแล้วก็คงจะมีเพื่อนๆ คนที่ทำ sound ค่อนข้างสนใจ แต่เรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นตัวปัญหาก็คือ เรื่องของราคา บอกเลยราคามันไม่ได้เบาๆ เลยครับสำหรับคนที่งบน้อย บอกเลยว่าราคาหลักแสนขึ้นไป ใครที่งบน้อยเดี่ยวทีมงานของเราจะหาตัวที่ราคาเบาๆ กว่านี้มารีวิวในตอนหน้านะครับ แต่ใครที่มีงบหนักหน่อย แล้วก็อยากได้มิกเซอร์แบบนี้ไปใช้งานในเรื่องของคุณภาพบอกเลยว่าดีครับ ทุกอย่างติดมือหมดเลย ปรับอีคิว ปรับเสียง ปรับเอฟเฟคที่มีให้เลือกเยอะมาก ทุกอย่างติดมือใช้งานสนุกครับ

   มาดูการใช้งานและความสามารถของดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้กันเลยดีกว่าครับ อย่างแรกเลยหลายคนสงสัยเล็กๆ แบบนี้จะใช้งานได้กี่ชาแนล บอกเลยว่าใช้งานได้ 16 ชาแนลโมโน หรือ 16 ปรีไมค์อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกัน ถ้าคิดว่าเท่านี้ยังไม่พอที่จะใช้เล่นดนตรีสดไม่พอเนี่ยนะครับ ยังมีช่องเสียบแจ็คโฟน เสียบเครื่องเล่นต่างๆ อีก 6 ชาแนล อย่างนี้พอไหมครับสำหรับมิกเซอร์เล็กๆ ตัวนี้ ผมเองคิดว่าพอสำหรับเล่นดนตรีสดแล้วนะครับ แล้วที่เห็นบนตัวมิกเซอร์ตัวนี้คือ ในย่านของอีคิวมาเต็มๆ ถึง 4 ย่านให้ปรับกันเลย ก็จะมีตั้งแต่ย่าน low , low mid ,low hi , hi เลือกปรับกันได้แบบจุใจเลย แล้วก็เป็นอีคิวแบบพาราเมติกส์ทั้ง 4 ชุดเลย ถัดมาในส่วนของเอฟเฟคกันบ้าง ในดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้มีเอฟเฟคให้เลือกันมากถึง 8 engine ก็มีเยอะมากเลยจะเลือกใช้กันโทนเสียงไหน เสียงกว้าง เสียงใส เสียงสะท้อน เสียงฮอล์ใหญ่ ฮอล์เล็ก มีหมดเลยนะครับ ถัดมาในส่วนของชาแนลที่คิดว่า 22 ชาแนล input ยังไม่พอในการใช้มิกเครื่องดนตรีนั้น ก็จะมีตัวเสริมที่มีขายแยกเป็นตัวโปรโตคอลรุ่นอื่นๆ ที่ใช้เสียบเพื่อเพิ่มชาแนลทั้ง input แล้วก็ชาแนล output เพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรื่องชองชาแนลในดีจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบแน่นอนเลย

   ฟังก์ชั่นต่อมาสำหรับความง่ายในการใช้มิกเซอร์ตัวนี้คงจะต้องบอกว่าคนที่ทำ sound mixer หรือว่า sound engineer นั้น ค่อนข้างที่จะใช้งานง่ายในการไปบันทึกไฟล์หรือ track เสียงจากข้างนอกสตูดิโอด้วยการใช้งานผ่าน USB หรือว่าทั้มไดร์ฟต่างๆ จากการบันทึกเสียงจากข้างนอกมา แล้วก็มาเสียบ USB เข้าปับดิจิตอลมิกเซอร์ตัวนี้ได้เลย เพื่อมา mix ให้เป็น 2 track ได้ง่ายๆ เลย ฟังก์ชั่นถัดมาที่จะทำให้คนทำ sound นั้นทำงานได้ง่ายขึ้นแล้วก็รวดเร็วมากขึ้น ก็คือ มันจะง่านในกรณีที่ไม่มีเวลา sound check มากเท่าไหร่นัก งานเร่งรีบอะไรแบบนี้ เราสามารถเข้าไปค้นหาเครื่องดนตรีต่างๆ ที่อยู่ใน library ที่อยู่ในเครื่องที่ได้ set มาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วมาเป็นตัวในการช่วยทำ sound check ได้ง่ายๆ เพียง 5 นาทีรับรองว่าทำ sound ได้ทันทีเลย มีเครื่องดนตรีค่อนข้างเยอะครับ ตั้งแต่ชุดกลองไปจนถึงเรื่องเป่า เครื่องสายต่างๆ มีครบเลย

   อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่กำลังหัดเล่นหรือหัดเรียนรู้เรื่องของการทำ sound ในเชิงลึกต้องแนะนำว่าไปเรียนมาบ้างสักนิดหนึ่งแล้วก็จะใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ที่เป็นอีกหนึ่ง gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่มารีวิวในตอนนี้ได้อย่างคร่องและคุ้มค่าทุกฟังก์ชั่นนะครับ ส่วนเรื่องราคาบอกเลยว่าประมาณ 17x,xxx บาทกันเลยทีเดียวครับ ค่อนข้างที่จะมีราคาก็ลองตัดสินใจซื้อกันได้สำหรับคนที่มีงบพอนะครับ

Review Harman Kardon Aura Studio Hi-Fi Bluetooth Speaker ลำโพงตั้งโต๊ะแนวใสๆ แบบแมงกะพรุน เสียงเยี่ยม ราคาหนักๆ

 

   ถ้าพูดถึงชื่อ Harman Kardon ก็คงต้องนึกถึงลำโพงในอีกหลายๆ แบรนด์ดังเลยทีเดียว เพราะแบรนด์นี้เป็นแบรนด์หลักของการสร้างชื่อเสียงทางด้านคุณภาพสินค้าที่เกี่ยวกับลำโพงมาอย่างยาวนาน เป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ แล้วลำโพงที่เรานำมารีวิวกันในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะกับคนไทยมากขึ้นก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้มีลำโพงรุ่นหนึ่งจาก Harman Kardon รุ่น Aura ที่เปิดตัวมาเมื่อปีที่ผ่านมาด้วยราคาประมาณ 15,000 อัพ แล้วไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะมีฟังก์ชั่นที่เยอะเกินไป ไม่ง่ายต่อการใช้งาน ในปี 2016 นี้ก็เลยมีลำโพงทีไม่มีแบตเตอร์รี่ ใช้ไฟเสียบใช้ในบ้านแบบตั้งโต๊ะ ในรุปเดียวกันนี่แหละครับ คือตัวนี้เลย Harman Kardon รุ่น Aura studio เปิดตัวออกมาขายในบ้านเรา ด้วยสเปคที่ว่าลดฟังก์ชั่นมาให้ใช้ง่ายขึ้น คุณภาพเสียงเหมือนเดิม แต่ราคาเบาๆ ลงมานิดหนึ่ง ดีไซน์ก็คล้ายเดิม แต่รายละเอียดแบบลึกๆ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปรีวิวกันเลยครับ

   ลำโพงบลูทูธตัวนี้มีกำลังขับอยู่ที่ 60 wrms ให้ความดังที่บอกเลยว่ากระหึ่มกันทั่วห้องหรือทั่วทั้งบ้านแน่นอน ด้านในของตัวลำโพงนั้นจะมีไดเวอร์เป็นลำโพงแบบ full range อัดแน่นมาถึง 6 ตัวอยู่ด้านใน แล้วก็มีลำโพง subwoofer ขนาด 4.5 นิ้วอยู่ด้านในอีก 1 ตัวด้วยกัน ฟังก์ชั่นที่ตัดออกไปจากรุ่นก่อนหน้านี้ อย่างแรกเลยการเชื่อมต่อแบบ optical และไม่สามารถเชื่อมต่อแบบ wifi ที่สามารถ connect กับเลาท์เตอร์ได้ หายไปไม่มีมาในรุ่นนี้ ต่อมาที่เห็นว่าไม่มีก็คือตัว volume ที่เป็นแบบสไลท์จะหายไป แต่จะมาเป็นปุ่มแบบแตะแทน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในรุนใหม่นี้คือ อย่างแรก มีไมค์โครโฟนในตัวสามารถกดปุ่มรับสายเรียกเช้าโทรศัพท์ได้ด้วย แล้วก็ดีไซน์รุ่นก่อนหน้านี้สีจะใสเหมือนแมงกระพรุน แต่รุ่นใหม่สีจะเป็นแนวรมควันนิดๆ ก็ดูสวยไปอีกแบบ ส่วนเรื่องของคุณภาพเสียง เรื่องของบุคลิกเสียงที่ได้นั้น ต้องบอกว่ายังคงเดิม เหมือนเดิมกับรุ่นก่อนหน้านี้ คือเรื่องของเสียงนั้นจะประมาณว่าเน้นเสียงเบสที่หนักหน่วง แนวเพลงที่เบสแน่นๆ แนว EDM แนว hippop แนวร็อค ได้หมดเลย โดยเฉพาะคนที่ชอบฟังแนวเพลง dance เหมาะเลยทีเดียว จัดปาร์ตี้ในบ้านเล็กๆ แอดมินว่าเอาอยู่ ในส่วนต่อมาเริ่มแกะกล่องมาดูด้านในจะเห็นว่าด้านในกล่องแพ็คมาอย่างดีเลย มีรังไข่ซับแรงกระแทกให้ด้วย สำหรับเพื่อนๆ ที่อาจจะสั่งซื้อทางออนไลน์ตามเว็บต่างๆ ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องของเสียหาย ข้างในกล่องก็จะมีคู่มือการใช้งาน ใบรับประกัน แล้วก็มี AC Adapter แรงดันไฟ 19v 3A มาให้เสียบไฟบ้านกันด้วย แล้วก็สามารถใช้ได้ทั่วโลกเพราะว่ามีหัวแปลงปลั๊กไฟที่ไปใช้ในต่างประเทศมาให้ด้วย นอกนั้นก้ไม่มีอะไรนอกจากตัวลำโพง Harman Kardon Aura studio เลย มี 2 สีให้เลือกซื้อกันครับ มีสีขาว แล้วก็สีดำ

   มาดูที่ตัวลำโพงกันบ้าง ถ้ามองๆ ไปแล้วอาจจะไม่เห็นปุ่มกดต่างๆ เท่าไหร่ เพราะเป็นแบบ touch แตะเอานั้นเอง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มเพิ่มลดเสียง ปุ่มเลื่อนเพลง แล้วก็ปุ่ม pair บลูทูธ เท่านั้นเอง อีกส่วนหนึ่งก็คือช่องเสียบไฟ แล้วก็ช่อง input 3.5 มม. มีแค่นี้เองสำหรับการเชื่อมต่อ หลักๆ ก็จะใช้ตัวบลูทูธนะครับ ส่วนกำลังขับก็จะแยกกันระหว่างตัวลำโพงเสียงกลางแหลมที่มีอยู่ 6 ตัวด้านในจะมีกำลังขับอยู่ที่ 30 wrms ส่วน subwoofer ที่อยู่ด้านล่างจะมีกำลังขับที่ 30 wrms ตัวเดียวเลยแน่นๆ ส่วนขนาดของลำโพงนั้นไมได้ใหญ่มากนะครับ สามารถโยกย้ายไปในส่วนต่างๆ ของบานได้หรืออุ้มใส่รถไปข้างนอกที่มีไฟไปได้ก็ยกได้สบายเลยครับ การเชื่อมต่อบลูทูธนั้นก็ไม่ได้ยากอะไร จะสังเกตว่าถ้ายังไม่เชื่อมต่อจะมีไฟ LED ที่ตรงบลูทูธจะกระพริบ แต่ถ้าเชื่อมต่อได้แล้วไฟจะติดค้างก็เล่นได้เปิดเพลงได้ ใช้เปิดดูหนังได้เหมาะเลย เสียงเบสหนักๆ ดูหนังบู้ได้สบายๆ เสียงปืน เสียงระเบิด ดูหนังรถแข่งนี่บอกเลยว่า จัดว่าเด็ด ครับ

   สำหรับลำโพงบลูทูธที่นำมารีวิวในครั้งนี้ ตัว Harman Kardon รุ่น Aura studio ก็มีราคาที่ปรับลดลงมาจากรุ่นแรกอยู่ประมาณ 4 พันบาท ราคากลางจะอยู่ที่ประมาณ 11,xxx บาท ถือว่าราคานี้กับแบรนด์อินเตอร์ระดับโลกที่คนเล่นลำโพงแบบนี้ได้ยิน ก็จะบอกว่าคุ้มค่านะครับ แต่ถ้าคนที่ไม่ได้เน้นแบรนด์ ไม่ได้เน้นต้องราคานี้อาจจะบอกว่าแพงก็ลองตัดสินใจกันดูว่าสเปคเท่านี้ ราคาเท่านี้ แบรนด์ไฮเอนด์แบบนี้ มันน่าสนหรือไม่

   

Review BOSCH CCSD 1000D ชุดไมค์ในห้องประชุมสุดล้ำที่ได้มาตรฐานสากลตอบรับการใช้งานได้ทุกฟังก์ชั่น

 

   สำหรับการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ ในตอนนี้ ก็คงต้องบอกเว่าเพื่อนๆ หรือองค์กรใหย่ๆ แห่งไหนที่กำลังมองหาชุดไมค์โครโฟนในห้องประชุมใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ชุดไมค์เกิน 10 ตัวขึ้นไปจนกถึงร้อยตัวหรือมากกว่านั้นเนี่ยนะครับ ในครั้งนี้เอง 108plaza ของเราก็มีชุดไมค์โครโฟนรุ่นหนึ่งที่ตอนนี้ถูกนำไปใช้ในที่ประชุมรัฐสภาไทยที่เป็นห้องประชุมใหญ่อยู่ตอนนี้ด้วย ซึ่งชุดประชุมที่ว่านั้นมันคือตัวนี้เลย

   ถือว่าเป็นชุดประชุมที่ได้รับมาตรฐานระดับสากลที่มีผู้ใช้งานกันค่อนข้างจะแพร่หลายเลยทีเดียวกับชุดไมค์โครโฟนแบรนด์นี้ BOSCH รุ่น CCSD 1000D ชุดนี้เลยที่เพื่อนๆ เห็นในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้นะครับ แต่ถ้าว่าไปแล้วเรามักจะเห็นข้อจำกัดของชุดไมค์โครโฟนที่ใช้งานกันทั่วไปบ้างแล้วว่า อาจจะมีเหตุการณ์ที่ว่าเปิดไมค์พร้อมๆ กันหลายตัวไม่ได้ เดี่ยวไมค์จะหอน หรือ การควบคุมสั่งการเปิดปิดไมค์ที่เป็นหน้าที่ของประธานในการประชุมก็ค่อนข้างที่จะยาก หรือ ในห้องประชุมมีสัญญาณหรือคลื่นความถี่ค่อนข้างที่จะเยอะมาก ทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต และอื่นๆ ที่สามารถจะเข้าแทรกหรือรบกวนสัญญาณของไมค์โครโฟน ทำให้ไมค์นั้นมีเสียงดังขึ้นมาอะไรแบบนี้ นี่เป็นปัญหาในภาพรวมของห้องประชุมหลายๆ ที่ ที่เลือกใช้ชุดประชุมที่ยังไม่มีมาตรฐานพอนั้นเอง แต่หลังจากที่ทางทีมงาน 108plaza ของเราได้มีโอกาสได้ไปร่วมทำการทดสอบชุดประชุม ชุดไมค์โครโฟนตัวที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้เนี่ยนะครับ ก็พบว่าปัญหาที่ได้กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้นนั้น มันสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมดเลยกับชุดประชุม BOSCH รุ่นที่จะรีวิวกันในตอนนี้นี่แหละครับ

   สำหรับชุด Bosch ccsd 1000D ก็ต้องบอกว่าเป็นชุดไมค์ประชุมที่ค่อนข้างมีดีไซน์ที่สวยงามครับ แล้วก็ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของการควบคุมชุดไมค์โครโฟนก็สามารถใช้งานได้ไม่ยากนักนะครับ สาเหตุที่บอกว่าคนที่ไม่มีความรู้ในด้านนี้ก็สามารถใช้งานแล้วก็สามารถควบคุมการประชุมได้เนี่ยก็เพราะว่า ฟังก์ชั่นแรกเลยที่สามารถใช้ร่วมกับชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้ได้ก็คือ จะสามารถใช้ได้ทั้งตัวที่เป็น แท็ปเล็ด สมาร์ทโฟน ไอแพ็ด ไอโฟน พีซี ได้หมดเลยผ่านชุดไมค์ประชุมตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสัญญาณไมค์ตัวที่ 1 ไปเปิดตัวที่ 10 หรือตัวที่เท่าไหร่ก็ตาม ตามจำนวนไมค์ที่มีอยู่ ก็สามารถทำได้ผ่านตัวโปรแกรมที่สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ จะควบคุมให้สามารถเปิดไมค์ได้พร้อมกันถึง 10 ตัวเลยก้ได้ เพราะชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้ สามารถเปิดไมค์พร้อมกันอย่างที่บอกไปได้สูงสุด 10 ตัว โดยที่ไมค์นั้นไม่หอน แล้วก็สามารถเปิดไมค์ในตัวที่ 11 12 13 ไปได้เรื่อยๆ แต่จะสังเกตว่าไฟที่ตรงหัวไมค์โครโฟนจะกระพริบๆ นั้นหมายความว่าเมื่อไมค์ตัวใดตัวหนึ่งในจำนวน 10 ตัวแรกปิดลงไป ไมค์ในคิวที่ 11 12 13 ก็จะทำงานไปตามคิวของมันเองเรื่อยๆ จนไปที่ไมค์ที่เปิดรอคิวอยู่นั้นเอง

   คุณสมบัติอย่างต่อมาของตัวชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้คือ มีระบบป้องกันไมค์หอนในกรณีที่เปิดพร้อมกันถึง 10 ตัว โดยที่ไม่ต้องไปหาอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยตัดเสียงไมค์หอนใดๆ มาเพิ่มเดิมเลย นอกจากนั้นในฟังก์ชั่นการใช้งานต่อมาก็คือ จะเห็นว่าในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบน จะมี flash drive ที่เป็น USB อยู่ด้วย นั้นหมายความว่าปกติแล้วการประชุมส่วนมาก เลขาหรือพนักงานก็จะต้องมีการบันทึกการประชุม มีการบันทึกเสียงการประชุมด้วย ชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้ก็สามารถบันทึกเสียงได้ด้วยจากตัวเครื่องเลย โดยผ่านตัว USB รุ่นไหนก็ได้ แล้วก็สามารถบันทึกได้นานที่สุดถึง 4 พันชั่วโมงเลยทีเดียว เมื่อจบการประชุมแล้วก็สามารถถอด flash drive ออกแล้วก็สามารถได้ไฟล์บันทึกเสียงการประชุมไปได้ทันทีเลย นอกจากจะสามารถบันทึกเสียงในการประชุมได้ทั้งหมดทั้งห้องการประชุมแล้วเนี่ยนะครับ ก็สามารถที่จะแยกบันทึกเสียงกับไมค์ตัวไดตัวหนึ่งแยกต่างหากได้เช่นกัน ถัดมาก็เป็นฟังก์ชั่นที่ตัวชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้มีระบบป้องกันคลื่นเข้าแทรกสัญญาณจนทำให้เกิดเสียงขึ้นมาที่ลำโพงได้ 100 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย สังเกตว่าเวลามีสายเรียกเข้าที่โทรศัพท์ ถ้าไมค์ที่ไม่มีระบบป้องกันคลื่นจะมีเสียงออกมาที่ลำโพงด้วย ชุดไมค์ตัวนี้ป้องกันได้แน่นอน

   อีกหนึ่งฟังก์ชั่นเด็ดของ gadget สินค้าอินเทรนด์ ตัวนี้ที่ทำได้คือ ในที่ประชุมใหญ่ๆ มักจะมีการใช้ทั้งภาพและเสียง ชุดไมค์ประชุมรุ่นนี้มีซอฟแวร์ภายในเวลาที่ไมค์ตัวไหนกดเปิดไมค์เพื่อที่จะพูด กล้องที่จับภาพจะหันมาจับภาพผู้พูดทันทีแบบอัตโนมัติเลย เรียกได้ว่ามีครบทุกฟังก์ชั่นการประชุมโดยที่ไม่ต้องไปหาตัวช่วยอื่นๆ เลยทีเดียว

รีวิวหูฟัง SmallTalk Remax super bass RM-690D หูฟังเน้นเสียงเบสนุ่มในราคาหลักร้อย

 

   108plaza รีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ในตอนนี้ แอดมินมีหูฟังที่ต้องบอกว่าเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบเดินทางบ่อยๆ นั่งรถนานๆ แล้วก็ต้องชอบฟังเพลงไปด้วยแบบนี้ เหมาะเลยที่จะมาอ่านรีวิวในตอนนี้ เพราะว่าแอดมินมีหูฟังจากยี่ห้อ Remax มารีวิวกัน เป็นหูฟังแบบ small talk ที่เอาไว้ใช้กับสมาร์ทโฟนได้ด้วย แล้วก็เป็นหูฟังที่ค่อนข้างมีคุณภาพเสียงที่ดีเลยทีเดียว แต่จุดเด่นคือราคาอยู่ในเกณฑ์หลักร้อยเท่านั้นเอง ก็ได้หูฟังดีๆ ที่ให้เสียงเบส เสียงกลางที่เคียร์ แล้วก็เสียงแหลมไม่ปาดหู ฟังแล้วนุ่มนวล เดี่ยวผมจะพาทุกท่านไปรีวิวถึงรายละเอียดของหูฟังตัวนี้กันเลยครับ

   ในตอนนี้เราอยู่กับหูฟังยี่ห้อ Remax รุ่น Super Bass RM-690D ถ้าพูดถึงชื่อแบรนด์นี้ Remax ก็ถือว่าค่อนข้างเป็นที่รู้จักในบ้านเราพอสมควรแล้วนะครับ แต่หูฟังในรุ่นนี้ก็อย่างที่เห็นในรูปตัวอย่างสินค้านะครับ เป็นหูฟังแบบเสียบสายแจ็ค 3.5 ที่มีทั้งไมค์โครโฟน แล้วก็หูฟัง ใช้เป็น small talk ได้ด้วย เป็นหูฟังแบบ in-ear ด้วย มาเริ่มที่การ unbox กันก่อนเลยนะครับ ตัวกล่องที่ใส่หูฟังมานั้น ค่อนข้างที่จะสวยงาม เป็นกล่องสองชั้น สีดำ มีตัวหนังสือบอกชื่อ บอกรายละเอียดเป็นสีทอง ก็ดูสวยงาม พรีเมี่ยมในระดับหนึ่งเลย เปิดออกมาจะเจอกับคู่มือการใช้งาน แล้วก็จะมีใบรับประกันตัวสินค้า แล้วก็มีอุปกรณ์เสริมให้มาอย่างเช่น ตัวจุกยางหูฟังที่มีหลายๆ ขนาดให้เลือกใช้งานกัน ก็เลือให้เหมาะสมกับขนาดรูหูของตัวเอง แล้วก็มีกระเป๋าใส่หูฟังเป็นถุงผ้าชิ้นเล็กๆ มาให้ 1 ชิ้น ส่วนหูฟังตัวนี้ ด้านหลังจะเป็นแบบแม็กเน็ท คือมีแม่เหล็กอยู่ด้านหลัง แปะติดกันได้ ก็ช่วยให้สายมันไม่พันกันได้ส่วนหนึ่ง มาถึงในส่วนของหูฟังกันบ้าง ทางแอดมินเองก็ได้ทำการทดสอบฟังน้ำเสียง ทดสอบการใช้กันมาแล้วก่อนที่จะมาทำรีวิวในตอนนี้นะครับ ก็ต้องบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกับว่า หูฟังตัวนี้ จะใช้เป็น small talk ได้กับสมาร์ทโฟนทางฝั่ง android ได้หรือไม่ เพราะว่าน่าจะใช้ได้กับทาง IOS หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะครับ เพราะว่าตรงไมค์โครโฟนนั้นมีปุ่มแบบ 3 สวิทย์ ทางแอดมินไม่มี android ให้ทดสอบก็เลยไม่ทราบข้อมูลตรงนี้ อย่างไงเพื่อนๆ คนไหนที่ต้องการอยากจะได้หูฟังตัวนี้ไปใช้กับโทรศัพท์ด้วยเนี่ย ก็ลองไปทดสอบกันได้หรือไปถามกับพนักงานขายได้ แต่ในส่วนหลักๆ ของการรีวิวคือ ใช้หูฟังตัวนี้ในการฟังเพลง ก็จะมีปุ่ม 3 สวิทย์ ที่เอาไว้เพิ่มลดเสียงหรือเอาไว้เลื่อนเพลงได้ด้วย ที่ตรงไมค์โครโฟนที่สาย ตัวแจ็ค 3.5 มม. ชุบสีทองมาให้ด้วย ก็ดูสวยงาม ดูมีราคาเลยทีเดียว

   ถัดมาเราก็จะมาโฟกัสกันที่หูฟังด้านบนกันเลยดีกว่าครับ ดีไซน์นั้นค่อนข้างสวยเช่นกัน เล่นลวดลายเป็นขอบสีโครเมี่ยมมาให้ด้วย ตัวไดเวอร์ด้านในนั้นมีขนาดอยู่ที่ข้างละ 10 มม. ก็เป็นไดเวอร์ที่ค่อนข้างใหญ่ แล้วจุดเด่นของหูฟังแบรนด์นี้อีกหนึ่งอย่างก็คือว่า ตัวจุกหูฟังที่เป็นยางเนี่ย จะเห็นว่ามีรูที่เท่ากับขนาดหูฟังหรือไดเวอร์เลย หลายๆ แบรนด์จะเป็นจุกยางที่แหลมๆ เล้กๆ ตรงปลาย ตรงนี้แอดมินเองคิดว่ามันจะทำให้มิติเสียงที่เข้ามาดูหูเรา มันจะเล้กลง มิติจะแคบลง เสียงเบสที่หนักๆ กว้างๆ ก็จะแคบลงไปด้วย แต่จุกยางแบรนด์นี้ทำมาได้ค่อนข้างดี ทำให้มิติของเสียงในย่านต่างๆ เนี่ยมันไม่ค่อยที่จะผิดเพี้ยนไปมากเท่าไหร่ แล้วก็ทำให้เสียงนั้นกว้าง เสียบเบสต้องบอกว่านุ่ม ลึก แล้วก็มีความกังวานอยู่ในหูเราเลยทีเดียว คือต้องบอกว่าหูฟังแบรนด์นี้ รุ่นนี้ เหมาะกับคนที่ชอบฟังเพลงแบบนุ่มๆ ไม่ได้กระแทกกระทั้นสักเท่าไหร่ ฟังสบายๆ ถ้าเป็นร็อคก็ร็อคแบบเบาๆ เสียงไสๆ แบบนี้เป้นต้นนะครับ ส่วนวิธีการดูว่าหูฟังข้างไหนเป็นข้างซ้าย ข้างขวา ง่ายๆ ครับถ้าจะดูเนี่ย สังเกตข้างที่มีไมค์โครโฟนด้วยเนี่ยเป็นข้างซ้าย แต่จะที่สังเกตอีกหนึ่งจุดก็ตรงที่หูฟัง จะมีบอกอยู่ว่ามีจุด 3 จุดที่ตรงด้านข้างหูฟัง แสดงว่าเป็นข้าง Left ส่วนข้าง Right เนี่ยก็จะมีตัว R ติดเอาไว้อยู่

   ก็ต้องถือว่า gadget สินค้าอินเทรนด์ ที่นำมารีวิวในตอนนี้กับ Remax super bass RM-690D ตัวนี้ ถือว่าเป็นตรงตามชื่อรุ่นที่ว่าเป็น super bass จริงหรือไม่ ก็คงตอบว่าจริงครับ แต่ราคาเบาๆ แล้วมีประกันหลังการขายยาว ก็ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเลยทีเดียว ก็มีอยู่ 3 สีให้เลือกใช้งานกัน สีทอง สีแดง สีขาว ชอบสีไหนก็ไปลองทดสอบฟังเพสียงด้วยตัวเองกันดูได้เลยนะครับ

รีวิว ลำโพงบลูทูธ LG SoundPlate ลำโพงไร้สายแบบบางวางทีวีได้

 

   สำหรับในยุคนี้จะผลิตสินค้าอะไรออกมาวางขายในตลาดนั้น ก็จะต้องมีกิมมิก มีจุดเด่นที่พอจะขายได้ ถ้าไม่มีจุดน่าสนใจก็ไม่น่าซื้อ จริงไหมครับ แต่ในครั้งนี้เรามีลำโพงบลูทูธที่น่าสนใจตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่าจะมีจุดเด่นตรงที่ว่า ถ้าดูเผินๆ ก็จะเหมือนกับตัวชั้นวางทีวี ชั้นวางของอะไรแบบนั้น เพราะว่ามันเป็นแผ่นบางๆ สีดำ เท่านั้นเอง แต่มองดูดีๆ แล้วมันคือลำโพงบลูทูธนั้นเอง เรียกว่ามีจุดเด่น ก็เลยนำมารีวิวกันใน 108plaza แห่งนี้นั้นเอง

   แผ่นบางๆ สีดำตัวนี้ที่เพื่อนๆ เห็นนี้คือลำโพงบลูทูธจากทาง LG มีชื่อรุ่นว่า SoundPlate นั้นเองครับ ซึ่งตัวแอดมินเองก็เชื่อว่าเป็นการผลิตสินค้าขึ้นมาเพื่อให้เข้าชุดกันกับสินค้าตัวอื่นๆ ของทางแบรนด์ แอลจี เอง คือจะพยายามนำเสนอสินค้าว่าจะเลือกซื้อเป็นแพ็คเก็จเลยหรือว่าจะซื้อแยกชิ้นก็ได้ อะไรแบบนั้น ซึ่งตัว soundplate ของ แอลจี ตัวนี้มีคุณสมบัติอย่างไร แล้วใช้งานอย่างไรเพื่อนๆ จะได้รู้ในการรีวิวตอนนี้เลย

   ถือว่าเป็นเครื่องเสียงภายในบ้านที่ดีไซน์มาให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านได้ สามารถวางทีวีจอใหญ่ขนาด 32-55 นิ้ว ได้ แล้วก็สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องเล่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่แบรนด์แอลจีก้ได้ด้ว แต่ต้องเป็นตัวที่สามารถเชื่อมต่อกันทางบลูทูธได้ก็สามารถเชื่อมต่อได้หมดเลย แล้วทางแอลจีเองก็จะมีทีวีที่เปิดตัวมาคู่กันที่สามารถปล่อยสัญญาณบลูทูธให้กับตัวลำโพงแบบบางๆ ตัวนี้ได้เช่นกัน แต่ในตอนนี้เราโฟกัสที่ลำโพงตัวนี้ก่อนครับ ตัวลำโพงบลูทูธ soundplate ตัวนี้มีความบางเพียง 3.5 เซนติเมตรเท่านั้นเอง สามารถรับน้ำหนักในการวางด้านบนได้ถึง 83 ปอนต์ ซึ่งวิธีกามใช้งานในเบื้องต้นนั้นก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างจากลำโพงบลูทูธทั่วๆ ไปที่แอดมินเองเอามารีวิวเลย แต่ถ้าจะเชื่อมต่อกับตัวทีวีของทางแอลจี ที่มีระบบปล่อยบลูทูธนั้น ก็อาจจะใช้ยากนิดหนึ่ง เพราะต้องเข้าไปกดเชื่อมต่อในทีวี ซึ่งปกติคนส่วนใหญ่จะเคยชินกับเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่า แต่มันก็ไม่ได้ยุ่งยาก ศึกษานิดหน่อยก็เชื่อมต่อได้สบายครับ

   การใช้งานของตัวลำโพงบลูทูธ LG soundPlate ตัวนี้ก็จะมีแค่การควบคุมการทำงานที่ตัวรีโมทคอนโทรนเป็นหลักนะครับ เมื่อเสียบไฟเข้าแล้วจะมีไฟ LED ดวงเล็กๆ ติดอยู่ที่ตัวลำโพง นั้นแปลว่าลำโพงพร้อมทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ แล้ว ที่ตัวรีโมทก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่มกด pair บลูทูธ ปุ่มเพิ่ม ลดเสียง แล้วก็ปุ่มเลื่อนเพลงย้อนกลับเพลง ส่วนด้านในตัวลำโพงนั้นก็จะเป็นระบบเสียงแบบรอบทิศทาง ที่เรียกว่า 4.1 multi channel ที่ให้เสียงที่ต้องบอกว่าค่อนข้างดังดีเลยทีเดียว สมกับการเป็นลำโพงบลูทูธที่เอาไว้ปาร์ตี้งานเล็กๆ ในบ้านได้สบาย นอกจากตัวลำโพงบางๆ ตัวนี้ให้เสียงที่ดัง แล้วก็เป็นแบบรอบทิศทางแล้ว ในด้านของมิติเสียงนั้นก็ให้มาครบครับ เพราะว่าเป็นแบบ 4.1 คือมีลำโพงเสียงกลางแหลมอยู่รอบๆ ตัวจำนวน 4 ตัวด้วยกัน แล้วก็มีลำโพงที่ให้เสียงแบบ subwoofer อีกหนึ่งตัวที่เป็นแถวยาวอยู่ด้านหน้า ให้เสียงในย่านต่ำหรือเสียงเบสที่ต้องบอกว่านุ่มลึก ไม่ได้กระแทกกระทั้นจนเกินไป คือเป็นเสียงเบสที่สมตัว ฟังแล้วสบายๆ เหมาะกับการนำไปดูหนัง ฟังเพลงเบาๆ อะไรแบบนี้ได้ดีเลยครับ ด้านในตัวลำโพงบลูทูธนั้นก็มีชิปเสียงที่เรียกว่า 3D Surround processor และจะมาพร้อมกับกำลังสูงสุดที่ 120w ถ้าดูจากสเปคของตัวลำโพงบลูทูธตัวนี้แล้วนั้น ก็ต้องบอกว่ามันเป็นลำโพงอีกหนึ่งตัวที่น่าใช้เลย

   หลังจากที่ได้ทำการทดสอบตัวลำโพงบลูทูธ LG SoundPlate ตัวนี้แล้วนั้น ก็ต้องบอกว่าตามที่แอดมินได้ฟังมา แล้วก็ทดสอบในหลายๆ ด้านแล้วด้วยเนี่ยนะครับ ทั้งในเรื่องของการดูหนัง ฟังเพลง ดูรายการทีวี ก็คงสรุปได้ว่าการที่มีชิปเสียงแบบ 3D แบบ surround แบบนี้ด้วย ก็ทำให้ความเหมาะสมในการใช้งาน คงจะเน้นไปที่เรื่องของการดูหนังมากที่สุด เพราะจะให้มิติเสียงเหมือนกับเราไปอยู่ในโรงภาพยนต์ที่มีระบบเสียงที่มีมิติ ดูสมจริง อะไรแบบนั้น แต่ถามว่ามันเหมาะกับเรื่องของการฟังเพลงหรือไม่ ก็อยู่ในระดับที่ฟังได้ แต่ไม่ได้เน้นไปกับการฟังเพลงในชิปเสียงแบบนี้สักเท่าไหร่ เพราะเรื่องของมิติเสียงที่ได้ออกมานั้น จะเน้นหนักไปที่มิติเสียงในย่านกลางและแหลมที่เด่น ส่วนเสียงเบสนั้นจะออกแนวแบบนุ่มๆ เบาๆ เท่านั้นเองนะครับ ทีนี้มาถึงช่วงสุดท้าย ก็คงต้องแจ้งราคากลางกันเอาไว้ให้ตัดสินใจที่จะไปหาซื้อหรือไปทดสอบด้วยตัวเองจริงๆ กันสำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบการดีไซน์แบบนี้ อยากได้ไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่บ้าน ราคาก็อยู่ที่ประมาณ 11,xxx บาท

รีวิว ลำโพงบลูทูธ EWA D509 เจ้าพ่อแห่งเสียงเบสจะจริงหรือไม่

 

   สำหรับการรีวิวของเรา 108plaza ในครั้งนี้ เราอยู่กับลำโพงบลูทูธที่ชื่อว่า EWA รุ่น D509 ที่ใครๆ ต่างก็บอกว่ารุ่นนี้เป็นลำโพงบลูทูธทีให้เสียบเบสได้สะท้ายทรวงมากมายเลย แต่นี่เป็นเพียงเสียงเล่าลือกันมาเท่านั้นเองในวงการของคนที่ชอบฟังเพลงแล้วก็ชอบเล่นลำโพงขนาดเล็กแบบนี้ ส่วนที่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงอย่างไรนั้น ต้องมารีวิวกันเลยครับกับลำโพงบลูทูธตัวนี้

   เริ่มด้วยการ unbox กล่องแล้วก็มีตัวสินค้าอยู่ด้านใน อย่างที่เพื่อนๆ ได้เห็นกันในรูปตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้นะครับ ตัวกล่องก็เป็นกล่องกระดาษที่ค่อนข้างหนาเลยทีเดียว จากนั้นข้างในกล่องก็จะมีสายแจ็ค 3.5 มม. มาให้อีก 1 เส้น แล้วก็สายชาร์จแบบ micro USb มาให้อีก 1 เส้น ไม่มีหัวชาร์จนะครับ แล้วก็มีคู่มือการใช้งานมาให้แล้วก็มีหนังสือที่แนะนำสินค้าตัวอื่นๆ ที่อยู่ในแบรนด์ EWA อีกนิดหน่อย แล้วก็มีใบรับประกันตัวสินค้ามาให้ รับประกัน 1 ปีสำหรับแบรนด์นี้ ถ้าจะว่าไปแล้วแบรนด์ EWA ก็เป็นผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับลำโพงแบบพกพาขนาดเล็กๆ แบบนี้มาค่อนข้างนานแล้ว เรื่องของคุณภาพและประสบการณ์ของเค้าเนี่ย ถือว่าไม่ธรรมดาครับ ที่นี้มาโฟกัสกันที่ตัวลำโพงบลูทูธกันเลยดีกว่านะครับ สำหรับตัว D509 นี้ก็เป็นวัสดุที่ทำมาจากอะลูมีเนียมทั้งชิ้นเลย รูปทรงก็อย่างที่เห็นว่าจะเป็นแบบสามเหลี่ยม ซึ่งดีไซน์รอบๆ ตัวลำโพงก็จะดูเรียบๆ ไม่ได้มีช่องเชื่อมต่ออะไรทางด้านหลัง แต่จะมีอยู่ทางด้านหน้า เมื่อจับดูงานประกอบแล้วคุณภาพดีเลย แน่นหนา มีเพียงตัวขอบๆ ของลำโพงเท่านั้นที่เป็นพลาสติก นอกนั้นบอดี้แล้วก็ตะแกรงเป็นอะลูมิเนียม ส่วนด้านในตัวลำโพงนั้น จะมีดอกลำโพงที่เป็นไดเวอร์แบบ 2.2 คือมีไดเวอร์ที่ให้เสียงกลางแหลม ขนาด 52 มม. จำนวน 2 ดอกทางด้านซ้ายและขวา ส่วนด้านหลังจะเป็นไดเวอร์ที่ให้เสียงเบสอีก 2 ดอกด้านซ้ายและขวาเช่นกัน มีขนาดไดเวอร์ 30 มม. ด้วย ส่วนปุ่มต่างๆ แล้วก็พอร์ดการเชื่อมต่อนั้นจะอยู่ทางด้านล่าง ก็จะมีปุ่มเพาเวอร์ ปุ่ม pause , play เพลง แล้วก็ปุ่มเลื่อนหรือย้อนกลับเพลง ถัดมาก็จะมีปุ่ม pair บลูทูธ จากนั้นก็จะเป็นพอร์ดเชื่อมต่อ ลำโพงตัวนี้สามารถเสียบ micro sd card ได้ด้วย แล้วก็เสียบสายแจ็ค 3.5 มม. แบบ input ได้ด้วย แต่สำหรับฟังก์ชั่นอื่นๆ อย่างรับสายเรียกเข้า หรือ NFC และอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ไม่มีนะครับ

   สำหรับความอึดของตัวแบตเตอร์รี่ที่ให้มานั้น จะสามารถใช้งานได้เต็มที่เลยนานประมาณ 7 ชั่วโมงครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วยนะครับ บางท่านอาจจะนานกว่านี้ แต่ถ้าเปิดเครื่องแบบสแตนบายไว้เฉยๆ จะสามารถอยู่ได้ประมาณ 1 วัน การชาร์จแบตเตอร์รี่จาก 0 จนเต็ม ก็จะให้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อเปิดตัวเครื่องขึ้นมาจะมีไฟ LED สีฟ้าติดขึ้นมากระพริบๆ อยู่ที่ดานหน้าตัวเครื่อง นั้นแปลว่าเรายังไม่ได้ทำการเชื่อมต่อบลูทูธ แต่ถ้าเมื่อเราเชื่อมต่อบลูทูธแล้ว ไฟตรงด้านหน้าเนี่ยจะติดค้างเลย เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ จนแบตเตอร์รี่ใกล้จะหมด จะมีเสียงเตือนอยู่เป็นระยะๆ จากตัวลำโพง ก็แปลว่าควรเอาไปชาร์จไฟได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในตัวชิ้นงานเอง ตัวอุปกรณ์เสริมที่ให้มานั้น ก็ถือว่าได้มาตรฐานเลยทีเดียว โดยภาพรวมของตัวชิ้นงานก็คือให้ผ่านเลย

ถัดมาก็จะมารีวิวกันถึงเรื่องของคุณภาพเสียงกันบ้าง ซึ่กง่อนหน้าที่แอดมินได้มาทำบทความในตอนนี้ขึ้นมา ก็ได้ทดสอบใช้งานมาประมาณ 3 วันแล้วนะครับ คือทดสอบฟังทุกๆ แนวเพลงมาแล้ว ก็ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว เปิดใช้งานฟังในห้องทำงานที่มีความกว้างขนาด 8*5 เมตรเนี่ย ถือว่าเสียงที่ดังออกมานั้นดังมากเลยทีเดียวครับ ในกรณีที่เร่งที่ตัวลำโพงสุด แล้วก็เร่งเสียงที่ตัวสมาร์ทโฟนจนสุดเช่นกัน ให้เสียงที่ดังแบบที่ว่าคุยกันไม่รู้เรื่องอะไรแบบนั้นเลยทีเดียว แล้วก็พอเร่งสุดเสียงไม่แตก ไม่พล่าด้วย นี่คือข้อดีเลยทีเดียว ก็คงต้องบอกว่าเบื้องต้นคุณภาพของเสียงและซอฟแวร์ด้านในทำมาได้ดีเลยทีเดียว ทีนี้มาเจาะลึกเรื่องของมิติเสียงในแต่ละด้านกันบ้าง ที่บอกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นว่า ลำโพงบลูทูธตัวนี้มันเด่นแล้วก็มีชื่อเสียงทางด้านพลังเบส เมื่อแอดมินได้มาทดสอบเองก็พบว่าพลังเบสมาเต็มจริงๆ คือเบสค่อนข้างที่จะเกินตัวเลยทีเดียวครับ เหมาะกับฟังแนวลูกทุ่งก็ได้นะครับ ใครที่ชอบลูกทุ่ง แต่ถ้าเน้นหนักไปทางเบสแน่นๆ เลยก็ต้องเป็นแนวร็อค แนวเบสสายเยอะๆ แบบนั้นก็จะดีมากเลย ก็ถือว่าลำโพงบลูทูธตัวนี้สมคำล่ำลือกับพลังเบสมากเลยทีเดียว

รีวิว มินิโปรเจคเตอร์ Narzor Y2 เครื่องฉายขนาดเล็กที่มีลำโพงในตัว

 

   สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่คอยติดตามการรีวิว gadget สินค้าอินเทรนด์ของเราผ่านทางช่องทาง 108plaza แห่งนี้ ในครั้งนี้เรามีโปรเจคเตอร์แบบพกพา ที่สามารถใช้ในบ้านแล้วก็ห้องขนาดเล็กที่สามารถเปลี่ยนฝาผนังสีขาวของเราให้กลายเป็นจอทีวีได้แบบง่ายๆ โดยที่เราเองไม่ต้องไปใช้จอทีวีเครื่องใหญ่ๆ แต่ก็มีทีวีจอใหญ่ได้ดูแบบง่ายๆ ด้วยเช่นกัน ถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ อยากจะได้เครื่องมินิโปรเจคเตอร์สักเครื่องหนึ่ง มาอ่านรีวิวกันเลยครับว่า เครื่อง Narzor Y2 ที่เราจะมารีวิวกันแบบจัดหนักนี้ จะดีหรือไม่ดีอย่างไรครับ

   ก็ต้องยอมรับกันนะครับว่าในช่วงที่ทีวีจอใหญ่ๆ ก็ราคาไม่แพง แล้วก็เรื่องของการใช้โปรเจคเตอร์ในอดีตที่ผ่านมานั้น อาจจะมองว่าคนที่นิยมใช้กันก็คือใช้งานในประชุม งานในองค์กรที่ต้องใช้จอใหญ่ๆ เครื่องโปรเจคเตอร์เครื่องใหญ่ๆ อะไรแบบนั้นกันไป แต่ว่าถ้าใช้ในงานในบ้านทั่วไป คงไม่มีใครใช้กัน เพราะเมื่อก่อนนี้โปรเจคเตอร์ราคาถูกๆ มันจะไม่ค่อยสว่าง ภาพไม่ค่อยคมชัด สู้ดูจอทีวีไม่ได้ แถมพังง่ายอีกต่างหาก ด้วยหลอดภาพที่มักจะขาดบ่อย แต่เดี่ยวนี้ดูเหมือนว่าโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ๆ จะพัฒนาให้เลือกใช้งานได้ทั้งในงานองค์กรและงานในบ้านทั่วไปได้แล้ว แล้วคุณภาพความคมชัดของหลอดภาพก็ยังดีขึ้นอีกด้วย หลอดภาพและโปรเจคเตอร์เองก็มีความทนทานมากขึ้นด้วยนะครับ

   ที่นี้มาดูเรื่องของสเปคเครื่องมินิโปรเจคเตอร์ตัว narzor y2 เครื่องนี้กันบ้างนะครับ ด้วยความละเอียดของตัวหลอดภาที่เป็นหลอดแบบ LED ที่ให้ความคมชัดที่ระดับ 800*480 pixel แล้วข้อดีของการใช้หลอดภาพแบบ LED นั้นก็คือสามารถใช้งานได้นานโดยที่หลอดจะไม่ร้อน หลอดจะไม่ขาด ก็เรียกว่าทนทานกับหลอดโปรเจคเตอร์แบบเก่าๆ แต่ต้องบอกว่าจุดประสงค์ของเรื่องมินิโปรเจคเตอร์ตัวนี้คือใช้งานในบ้านนะครับ คือต้องไม่มีแสงสว่างหรือแสงไฟจากภายนอกเยอะเท่าไหร่ แนะนำว่าบางคนจะเอามินิโปรเจคเตอร์แบบนี้ไปใช้ในงานประเภทร้านอาหาร งานกลางแจ้ง ไม่เหมาะครับ เพราะว่าความสว่างของหลอดภาพมันไม่สูงพอนั้นเอง น้ำหนักของตัวเครื่องนั้นอยู่ที่ 8.5 กรัม ก็น้ำหนักเบา ในตัวเครื่องเองก็มีลำโพงขนาดเล็กที่ให้เสียงที่อาจจะไม่ค่อยดังมากนัก แต่ก็สามารถใช้งานแบบทั่วไปได้ดีเลย ก็เรียกว่าพกแค่เครื่องมินิโปรเจคเตอร์เครื่องเดียว ก็ใช้สำหรับฉายภาพได้ดีเลย

 

   ซึ่งตอนที่ได้ตัวเครื่องมารีวิวนั้น ในกล่องก็จะมีตัวแว่น 3 มิติแถมมาให้ด้วย ก็สามารถเอาไปใช้กับการดูหนังที่เป็นแบบ 3 มิติได้ด้วย ถัดมาสิ่งที่ให้มาในกล่องก็จะมีพวกสายเชื่อมต่อต่างๆ อย่างเช่น สาย HDMI ยาว 1 เมตร 1 เส้น สาย AV ที่ใช้เป็นสาย audio ต่างๆ ให้มา 1 เส้น แล้วก็ให้ flashdrive 16 GB แถมมาให้ในกล่องด้วย จากนั้นก็มีใบรับประกันตัวเครื่อง คู่มือการใช้งาน ถัดมาก็จะมีปลั๊กไฟ AC มาให้ 1 เส้น แล้วก็มีรีโมทพร้อมถ่าย 2 ก้อน เท่านี้เองครับที่จะให้มาในกล่อง ก็ถือว่าครบครันกับการใช้งาน แล้วในคู่มือการใช้งานเองก็การันตีมาว่า ตัวหลอดภาพที่เป็นหลอดแบบ LED นั้นสามารถใช้งานได้นานถึง 3 หมื่นชั่วโมง ก็ลองบวกลบคูณหารกันเอานะครับว่า 3 หมื่นชั่วโมงเนี่ยมันนานเท่าไหร่ ก็ประมาณ 3 ปีครึ่งนะครับ แล้วก็ตัวเครื่องเองสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องกัน 10 ชั่วโมงหลอดก็ยังไม่ร้อนนะครับ ซึ่งหลังจากที่เราทดสอบก็ใช้งานได้ต่อเนื่องโดยที่ภาพไม่ตัด หลอดไม่ตัด ก็ถือว่าผ่านครับ ปกติถ้าเป็นโปรเจคเตอร์รุ่นเก่าๆ ถ้าหลอดภาพร้อน เครื่องก็จะตัดการทำงานเลย ทีนี้มาดูกันที่พอร์ดเชื่อมต่อที่ตัวเครื่องกันบ้างดีกว่านะครับ รอบๆ ตัวเครื่องจะมีพอร์ด HDMI มาให้ 1 พอร์ต พอร์ดที่เป็นสายสัญญาณภาพแบบ AV มาให้ 1 ชุด คือ สัญญาณภาพ เสียงแบบสเตอริโอ ซ้าย ขวา แล้วก็มีช่องแจ็คเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรมาให้ 1 ช่อง แล้วก็มีพอร์ด USB ที่สามารถเสียบพวก flashdrive มาให้อีก 2 พอร์ดด้วยกัน ก็สามารถ copy หนังหรือคลิปต่างๆ หรือเพลงต่างๆ ลงใน flashdrive แล้วเรามาเสียบกับตัวเครื่องมินิโปรเจคเตอร์ตัวนี้ก็สามารถอ่านไฟล์เสียและไฟล์ภาพเคลื่อนไหวได้เลย

   ซึ่งหลังจากทดสอบการใช้งานของตัว gadget สินค้าอินเทรนด์ที่เรานำมารีวิวในครั้งนี้ก็พบว่า จุดเด่นของมันคือ เครื่องเล้ก พกพาง่าย เบา ใช้งานได้สะดวก แต่จุดที่ต้องบอกกันกับเพื่อนๆ หลายคนที่คาดหวังกับคุณภาพแบบโปรเจคเตอร์ตัวใหญ่ๆ เลยคงไม่ใช่ เรื่องความสว่างของภาพ เราอาจจะต้องดูในห้องมึดเลย ส่วนเรื่องของลำโพงที่ให้มา ถ้าเราอยากจะได้ยินเสียงแบบดังๆ ก็ต้องต่อลำโพงข้างนอกอีกทีหนึ่ง เพราะลำโพงที่ตัดมากับตัวเครื่องก็อาจจะเสียงไม่ค่อยชัดเจน อย่างก็ลองคิดด่ามันเหมาะกับการใช้งานของเราหรือเปล่า ก่อนที่จะซื้อนะครับ

รีวิว TP-Link neffos C5L ราคา 3,000 บาทมีทอน แต่รองรับ 4G กล้องดีเลย

 

   มารีวิวสินค้าอินเทรนด์อีกหนึ่งรุ่น้องใหม่ที่ถือว่ามาบุกตลาดสมาร์ทโฟนในราคาที่ไม่แพงมากอีกหนึ่งค่าย นั้นก็คือ TP-Link นั้นเอง ซึ่งมีเปิดตัวมาพร้อมๆ กันอยู่ 3 รุ่น ก็จะมีในตระกูล Neffos C5L ที่เราจะรีวิวกันในตอนนี้ แล้วก็มีรีวิวตอนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้วก็คือตัว Neffos C5 ก็สามารถไปหาอ่านกันได้ราคาก็จะอยู่ที่ 5,000 บาทมีทอน แล้วก็ตัวท๊อปสุดเลยที่จะรีวิวกันในตอนต่อไปก็คือ Neffos C5 max นั้นเอง ก็ถือว่าเปิดตัวมาใหม่ในค่ายของ TP-Link ที่ทุกครั้งจะคุ้นชินกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์คต่างๆ แต่พอมาเป็นสมาร์ทโฟนอีกหนึ่งรุ่น อย่าง Neffos C5L ตัวนี้จะดีหรือไม่ มาดูกัน

   ก็ถือว่าตัวสมาร์ทโฟน TP-Link Neffos C5L ตัวนี้วางตำแหน่งทางการตลาดมาได้ค่นอข้างเหมาะสมกับราคาเลยทีเดียว บอกราคาเลยดีกว่าเพื่อความตื่นเต้น เปิดตัวมาที่ 2,990 บาทเท่านั้นเอง แล้วบอกเลยว่าราคานี้คุณจะได้มือถือที่เล่น 4G ได้ด้วย แล้วก็ต้องบอกว่ากล้องหลังดีซะด้วย ไม่ธรรมดาครับ แล้วที่สำคัญมีของแถมให้ด้วย ถ้าใครที่มเอาของแถม จะสามารถลดราคาได้อีกประมาณสัก 400 กว่าบาท ก็เหลืออยู่ที่ 2,500 บาทเท่านั้นนะครับ ก็ลองไปหาดู หาชม หาทดสอบเล่นกันดูได้เลย เชื่อว่ามันน่าจะดีเลยทีเดียว ในราคาเท่านี้นะครับ

   มาดูกันที่สเปคเบื้องต้นกันบ้าง มาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 4.5 นิ้ว ความละเอียดของหน้าจอค่อนข้างต่ำไปนิดหนึ่งครับ อยู่ที่ระดับ FWVGA เท่านั้น ความละเอียด 854*480 พิกเซล กล้องหลังให้ความละเอียดมาที่ 8 ล้านพิกเซล กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ถัดมาก็อย่างที่บอกไปว่าตัวเครื่องนั้นสามารถรองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ 4G LTE , 3G แล้วก็สามารถใช้งานได้ 2 ซิมการ์ดอีกด้วย ในส่วนของชิปประมวลผลนั้นใช่ตัว Qualcomm snapdragon 210 หน่วยความจำในตัวเครื่องนั้นเล็กๆ น้อยๆ 8 GB เท่านั้น แล้วก็ให้ RAM 1 GB เท่านั้นนะครับ ถือว่าเป็นราคาสองพันกว่าบาทนะครับ ต้องอย่าลืมกันด้วยว่าราคาเบาๆ จะเอาสเปคระดับหรูคงเป็นสเปคที่ไม่จริงนะครับ ถึงแม้หน่วยความจำภายในจะให้มาน้อย ก็สามารถแก้ปัญห้าได้ด้วยการเพิ่ม micro sd card ได้สูงสุดที่ 32 GB ด้วยนั้นเอง

   สิ่งที่แถมให้มาในกล่องนั้นก็จะมีฟิล์มกันรอย รวมไปถึงคู่มือการใช้งานมาให้ แล้วในกล่องก็ยังไม่ได้ใส่แบตเตอร์รี่มาให้ ก็แยกมาข้างนอก ความจุแบตเตอร์รี่นั้นอยู่ที่ 2000 mAh นอกจากนั้นก็เป็นสายชาร์จ แล้วก็หัวชาร์จที่มีแรงดัน 5v 1A มาให้ด้วย ก็มีเท่านี้เองครับ ไม่ได้มีหูฟังมาให้ด้วย ก็คงต้องต้องไปหาซื้อใช้กันเอาเอง แล้วก็ไม่มีเคสมาให้ด้วย แต่คิดว่ามีขายข้างนอกแต่อาจจะซื้อหาใช้กันยากสักนิดหนึ่งเท่านั้นเอง มาถึงเรื่องของงานประกอบกันบ้างนะครับ เป็นบอดี้แบบพลาสติก เมื่อใส่แบตเตอร์รี่ ดูรายละเอียดรวมๆ แล้ว มีด้านบนมีตัดลายเป็นบอดี้โลหะมาเล็กน้อย ทำให้ดูสวยงาม งานประกอบถือว่าใช้ได้เลยครับ แน่นหนา แต่อาจจะไม่ได้ดูหรูหราเท่าไหร่ พื้นผิวด้านหลังเป็นสีด้าน ก็ไม่มีรอยนิ้วมือสักเท่าไหร่

   เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมา จะเห็นว่าสีสันของหน้าจอพอใช้ได้ครับ ไม่ได้ละเอียดมากเท่าไหร่ แต่ได้ทดสอบเล่นเว็บ อ่านข้อมูลต่างๆ ผ่านตัวเบราเซอร์ โดยเชื่อมต่อ 4G เรียบร้อยเลยเพื่อดูการจับสัญญาณ ถือว่าใช้งานได้ดีครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ระบบปฏิบัติการภายในก็เป็น Android 5.1.1 lollipop แล้ว ในส่วนของลูกเล่น UI ต่างๆ มีให้มาแบบเรียบๆ ครับ แล้วก็มีธีมบนหน้าจอต่างๆ รองรับอยู่บ้าง แต่สามารถโหลดเพิ่มเติมได้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีลูกเล่นเยอะเท่าไหร่ ในส่วนของการใช้งานโซเชียล ก็ต้องบอกว่าพอใช้งานได้นะครับ หน้าจออาจจะเล็กไปบ้าง แล้วก็เรื่องของการ touch อาจจะมีเพี้ยนๆ ไปสักนิดหนึ่ง ส่วนของเสียงลำโพง ดังดีเลยทีเดียว ถือว่าใช้งานได้ปกติ ดู youtube เปิดเพลง ก็ถือว่าผ่าน ใช้งานได้ปกติ ลำโพงเสียงไม่แตก ไม่เพี้ยนแต่อย่างใด

   จุดเด่นที่แอดมินจับได้ในสินค้าอินเทรนด์รุ่นนี้ TP-Link Neffos C5L ที่คิดว่ามันเป็นจุดเด่นแล้วก็คุ้มค่ากับราคาที่บอกไปในช่วงต้นนอกจากจะรองรับ 4G ได้แล้วนั้น ก็คงเป็นเรื่องของกล้องหลังที่ค่อนข้างทำได้ดีเลยทีเดียว ดีในชนิดที่ว่าเกินตัว เกินราคา แต่ก็ไม่ได้ถึงระดับเพทแต่อย่างใดนะครับ ค่อนข้างที่จะคมชัด ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีนะดับหนึ่ง แต่ก็มีความเพี้ยนของภาพอยู่บ้างอาจจะเป้นเพราะความละเอียดของหน้าจอที่น้อยไป แต่โดยรวมแล้วถือว่าซื้อมาใช้งานขั้นพื้นฐานได้ดีเลยทีเดียวครับ

 

   

รีวิว TP-Link Neffos C5 สมาร์ทโฟนสเปคกลางๆ ในราคากลางๆ จะดีไหม

 

   ถ้าเอ่ยถึงแบรนด์ TP-Link ถามเพื่อนๆ ว่าถ้าพูดถึงแบรนด์นี้ขึ้นมาจะนึกถึงอะไรครับ ส่วนมากก้จะบอกว่า เลาท์เตอร์ สิ หรือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้งานในส่วนของคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เป็นจำพวกฮาร์ดแวร์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับการรีวิวสินค้าอินเทรนด์ของเราในเว็บไซต์ 108plaza ครั้งนี้ ก็เป็นการรีวิวสินค้าในกลุ่ม TP-Link เช่นกัน แต่จะเป็นอะไร มาดูกันครับ

   ที่เห็นอยู่ในภาพตัวอย่างสินค้าด้านบนนี้คือ TP-Link Neffos C5 นั้นเองครับ มันคือสมาร์ทโฟนหน้าจอ 5 นิ้วขนาดที่กำลังจับถนัดมือมากเลยทีเดียว แต่แปลกใจใช่ไหมละครับเพื่อนๆ ว่าทำไม TP-Link เขามารุกตลาดสมาร์ทโฟนแล้วหรืออย่างไร แล้วมันจะดีหรือไม่ ในรีวิวครั้งนี้มีคำตอบครับ

   ซึ่งถ้าดูจาการดีไซน์ตัวเครื่อง ดูเผินๆ ไม่ได้เห็นโลโก้อะไร จะคล้ายกับตัว LG G3 อยู่มากเลยทีเดียว ถ้าใครจำได้นะครับ มาพร้อมกับขนาดจอ 5 นิ้วอย่างที่บอกไป หน่วยความจำในตัวเครื่องนั้น 16 GB RAM 2 GB เมื่อเปิดหน้าจอขึ้นมาจะเห็นถึงความโดดเด่นของหน้าจอที่สีสันนั้นสดใส คมชัดดีเลยทีเดียว เรื่องของหน้าจอนั้นประทับใจมากเลยทีเดียวนะครับ แล้วจุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของสมาร์ทโฟนเรื่องนี้ใช้ชิปประมวลผลเป็นตัว MTK แบบ 64-bit ด้วย ดังนั้นเนี่ยบอกเลยว่าการใช้งานทั่วไป อย่างเช่นการเข้าเว็บไซต์บนเบราเซอร์เนี่ยนะครับ บอกเลยว่าไหลื่นดีมาก ลื่นหัวแตกเลยแหละผมว่าอย่างนั้นนะครับ แล้วการเล่นโซเชียลละ เป็นอย่างไรบ้าง ก็ต้องบอกว่าเข้าเว็บแล้วดี เล่นโซเชียลก็ไม่หนีกันครับ คือใครที่อยากได้มือถือราคากลางๆ มาเล่นเน็ต เล่นเฟส ไม่เล่นเกมส์เนี่ยนะครับ คำตอบนี้อาจจะถูกใจคุณเลย เนื่องจากว่าตัวการ์ดจอตัวนี้เป็น Mali-T720 ซึ่งแอดมินเองก็เคยรีวิวมาหลายๆ รุ่นแล้ว ก็ต้องบอกว่าใครที่อยากจะได้มือถือเพื่อไว้เล่นเกมสืแบบจ๋าๆ เลย อย่างเดียวเลย อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่นะครับ แต่ด้วยการพัฒนาของตัวการ์ดจอเองก็ดี แล้วก็ตัวชิปประมวลผลก็ดี ก็ทำให้ Mali-T720 เนี่ยนะครับ มันมีการพัฒนาตามไปด้วย ฉะนั้นแล้ว เครื่องนี้ก็ไม่ได้แย่มากนักถ้าจะเอาไปเล่นเกมส์ แต่ก็ต้องเจอแบบอารมณ์หน่วงๆ บ้างนะครับ ซึ่งก็ไม่ได้ไหลลื่นอะไรมากนักอย่างที่บอกไป ในส่วนของเสียงลำโพง ก็ถือว่าเสียงที่ให้มาอยู่ในระดับกลางๆ เช่นกัน ความดังก็อาจจะเบาไปนิดหนึ่ง แต่ถ้าใช้ในห้องก็สามารถได้ยินเสียงได้ดีเลยทีเดียว

   ในส่วนถัดมาเรามาดูเรื่องของกล้องในมือถือ TP-Link Neffos C5 กันบ้างนะครับ มาดูกันที่กล้องหลังกันก่อน ต้องบอกว่าจุดเด่นอย่างแรกที่เห็นก็คือมันมีลูกเล่นได้เยอะมากเลยทีเดียว เมื่อกดดูในโหมดต่างๆ ก็จะมีอย่างเช่น โหมดอัจฉริยะ เมื่อเราจะถ่ายวัตถุอะไร แตะโฟกัสไปปุ๊ป กล้องมันจะปรับสีให้ดูสดขึ้น ดูเข้มขึ้น ก็ทำให้ภาพนั้นสวยงามมากขึ้นด้วย แล้วตัวเซนเซอร์ที่ทำได้ในกล้องหลังนั้นบอกเลยว่าค่อนข้างดีซะด้วย แต่ก็ไม่ได้ดีเท่ากับกล้องราคาหลักหมื่นนะครับ แต่ถ้าใครที่อยากได้กล้องหลังราคาที่ไม่เกิน 5 พันบาทแบบนี้นะครับ ถือว่า TP-Link ตัวนี้น่าสนใจเลยทีเดียว นอกจากนั้นก็จะมีโหมด HDR , manual แล้วก็อื่นๆ อีกเยอะเลยทีเดียว ถือว่าครบครัน ส่วนการถ่ายวีดีโอก็ทำได้สูงสุดที่ระดับ HD

   มาดูกนที่กล้องหน้าบ้าง ก็ต้องถือว่าดีในราคากลางๆ อีกละครับ จุดเด่นอยู่ที่กล้องหน้าเป็นเลนส์ wide ด้วย การถ่ายเซลฟี่ก็ไม่ต้องห่วงเลย สามารถทำได้สบายๆ แล้วก็มีโหมดบิวตี้มาให้ได้ปรับเลือกกันด้วย ถ้าถามว่ากล้องหน้าอยู่ในระดับไหน ก็ต้องบอกว่าอยู่ในระดับใช้ได้ ไม่ได้ดีเวอร์ แต่ถ่ายมาแล้วก็ดูดีเลย ดูรู้เรื่อง ภาพไม่ได้แตก ไม่ได้เบลอ ซึ่งถ้าถ่ายในที่ปกติ แสงปกติ ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว

   อีกหนึ่งจุดเด่นของสินค้าอินเทรนด์ตัวนี้แบบส่งท้ายสรุปเลยนะครับ TP-Link Neffos C5 สามารถที่จะรองรับการใช้งาน 4G LTE ได้ด้วย แล้วก็รองรับ 2 ซิม เพิ่มหน่วยความจำสำรองได้ เป็นแบบ micro sd card แล้วก็มีเข็มทิศนำทางครับ สามารถใช้กับแผนที่นำทางได้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ราคา 5,000 พันมีทอนครับ เรียวก่าตัวสเปคแล้วก็การใช้งานอยู่ในระดับกลางๆ ราคากลางๆ แล้วก็มีศูนย์บริการเป็นศูนย์ซ่อมในบ้านเราด้วย เอาง่ายๆ ว่าถ้าใครเบื่อๆ สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนที่ราคาถูกๆ แต่คุณภาพบางทีก็ไม่ดี ก็ถือว่ามือถือตัวนี้น่าลองใช้งานครับ ส่วนเรื่องความทนทานนั้นต้องดูในระยะยาวอีกที แอดมินก็ตอบไม่ได้เพราะว่าพึ่งได้ตัวเครื่องมาใช้งานนั้นเองนะครับ